โดดเดี่ยว

เราลืมตาเพื่อเจอรอยน้ำตา
มองไกลให้รู้ว่า
บนท้องฟ้าดวงดาวเคียงข้างกัน
 
มองมือคนที่เขาเดินคู่กัน
ขอให้เรารักกัน 
อย่างนั้นตลอดไป 
 
วันเวลาฉุดพาฉันมา
มอบความเหงาตั้งแต่นั้นมา
และยิ้ม
ให้กับวันที่ฉันไม่มีแรง ก้าวไป
 
คนเราคงต้องเคยมีครั้งนึง
ซึ่งมันเงียบงัน
ข้างในนั้น แม้มีคนรอบกาย
 
คนในเพลงที่ฟังเขาคือใคร
สิ่งที่เคย มีความหมาย
มันดูคล้าย เลือนหายไปจากฉัน
 
ก็ฉันนั้นมันไม่มีใคร
นานแค่ไหนที่ไม่ได้รู้จัก
กับความรัก
กับห่วงใย
ที่เคยได้ให้ไป
 
และฉันก็คงได้เพียงอยู่
เพื่อให้รู้ว่ามันช่างมีค่า
ถ้ามีคน
จับมือฉัน
แค่เดินไปด้วยกัน
 
แล้วมีใครสักคน เดินเข้ามา
ฉันก็ไม่รู้ว่า
ควรรักษาเอาไว้ หรือเช่นไร
 
ลมเอยเธอพัดมา แล้วพัดไป
เธอช่วยอย่า พาหัวใจ
ที่เห็นค่าฉันจากไปไหน
 
ก็ฉันนั้นมันไม่มีใคร
นานแค่ไหนที่ไม่ได้รู้จัก
กับความรัก
กับห่วงใย
ที่เคยได้ให้ไป
 
และฉันคงได้แค่คอยอยู่
เพื่อให้รู้ว่ามันช่างมีค่า
ถ้ามีคน
จับมือฉัน
แค่เดินไปด้วยกัน นั้นคือความฝัน
 
เราลืมตาเพื่อเจอรอยน้ำตา
มองไกลให้รู้ว่า
บนท้องฟ้าดวงดาวเคียงข้างกัน
 

 
 หลังจากแต่งกลอนใน entry ที่แล้ว บวกกับได้ฟังเพลงของ มะเดี่ยวอัลบั้มใหม่ ก็เลยมีแรงบันดาลใจออกมาเป็นเพลงนี้
เป็นทำนองแบบเศร้าๆ อะครับ
อ่านดูก็คงไม่รู้ทำนองหรอก แต่ผมก็อยากจะเอาขึ้นมา
เพราะว่าหัวข้อ Mind’s Melody มันไม่ได้ up มานานมากเลยครับ ฮา…  (ซึ่งจริงๆ ผมแต่งไว้หลายเพลง แต่ก็ไม่ได้ up อยู่ดี) 
และอีกเหตุผลก็คือ เพลงนี้ผมซื่อสัตย์กับความรู้สึกมากๆ
 
หลังๆ มานี้ ผมว่าผมเริ่มให้เวลากับดนตรีมากขึ้นๆ
ผมเล่นคีย์บอร์ดทุกวัน และรู้สึกว่ามันถูกโฉลกดีครับ เล่นๆ ไปเองได้เลย
และพยายามจะ ear training ทุกวัน
 
ที่จริง นำเสนอเพลงอีกเพลง ชื่อว่า when ครับ
เป็นเพลงบรรเลง ที่ผมชอบทำนองมาก
ปกติผมมักจะแต่งเพลงจากการฮัม แต่เพลงนี้แต่งจากการเล่นคีย์บอร์ด
เป็นเพลงแต่งเพลงแรกที่ทำในคอม โดยมีพี่นัทช่วยดูให้
โหลดได้จาก หน้าแรกของ spaces ช่อง download ได้เลยครับ
Advertisements

เวลาเอยเธอบรรเลงความเงียบงัน

กาลเอยกาลเวลา
เธอนำพาเรามานานแล้วหนอ
เราไม่เคยตั้งใจหยุดเฝ้ารอ
เพียงยังไม่อยากเดินต่อด้วยตัวเอง

กาลเอยกาลเวลา
เธอพัดพาความในใจให้วังเวง
เวลานี้ใครคือคนในเสียงเพลง
เวลาเอยเธอบรรเลงความเงียบงัน

เธอเอยดวงจันทร์
คืนและวันเจือเธอจางกว่าความฝัน
ใครเอยที่สักวัน
จะอุ่นใจให้กันอย่างอุ่นใจ

ปล. วาเลนไทน์ ปีนี้ ก็ดีนะ

ค่ำคืนนี้ ฟ้ามืดหม่นเกินไป

ถึงจะดูเก้ๆ กังๆ ที่จะบอก แต่ก็อยากบอกว่า..

—-
ผมเอง ไม่รู้ว่า ปกติคนอื่นอ่านกลอนเปล่าด้วยความเร็วแค่ไหน
ปกติแล้ว ผมจะอ่านจบบรรทัด แล้วซึมซับมันซัก 0.25 – 0.5 วินาที ค่อยขึ้นบรรทัดใหม่
นี่เป็นเหตุผลที่ผม ไม่อยากจะเชื่อว่า คนอ่านหนังสือเร็วจะได้รับรสชาติเหมือนกับผม
ก็เวลาผมอ่านกลอนแบบไม่มีช่วงเวลาซึบซับ
ความอิ่มเอมนั้นดูเหมือน จะระเหยแห้งไปจากหน้ากระดาษ(หน้าจอคอมด้วย)
แบบไม่เหลือกลิ่นไว้เลยหน่ะครับ
“ลองค่อยๆ อ่านไปแบบช้าๆ ดูนะครับ”
—- 

ค่ำคืนนี้ ฟ้ามืดหม่นเกินไป
ฉันจึงไปเก็บหิ่งห้อยหลายๆ ตัว มาปล่อย
ให้พวกมัน ทอแสงแทนดวงดาว
แทนฉัน

กระดาษว่างเปล่าใบนี้ ..แห้งแล้งเกินไป
ฉันจึงไปที่ทำการไปรษณีย์ แล้วส่งมันให้กับจิตรกรผู้เก่งกาจ
เพื่อให้เขาได้วิจิตร ภาพวาด
ที่ทุกคนที่ได้พบจะต้องน้ำตาไหล
ไปกับความที่สุด ของความงาม
ที่เท่ากับเธอ
ในใจฉัน

ห้องนี้เวลาปิดเสียงเพลง
อ้างว้างจนเหมือนคว้างอยู่ที่ใจกลางกาแลกซีแห่งความเหงา
ฉันจึงเดินไปหยิบกีต้าร์
และเมื่อฉันจูนสัญญาณปากกับใจให้ตรงกัน (…ตลกหว่ะ)
ฉันร้องเพลงให้กับเธอ
แต่ฉันไม่ได้ร้องให้เธอ
ได้ยิน

และได้รู้ ว่าฉันเคยทำอะไร
สักอย่าง
และอันที่จริง ฉันก็มีเรื่องที่อยากจะบอกให้รู้เอาไว้
ว่าฉันเองก็ไม่รู้
ว่าเธอ ที่ฉันคิดถึง.. และเขียนอยู่นี่
หมายถึงใครกัน
คืออะไรกัน

แต่ฉันก็ยังหวังว่ากลอนบทนี้
จะยังคง ทอแสงแทนดวงดาว
ให้กับความว่างเปล่า ที่งดงามอย่างเธอ
เพื่อฉัน

ปล. พูดถึงหลังๆ มานี้ อัพบลอกที ไม่เป็นกลอนๆ ก็แนววิชาการไปเลยแฮะ
ปล2. ต้องยอมรับว่า ที่เป็นเอ็นทรีนี้ เพราะได้รับผลกระทบโดยตรงจาก ตุล
ปล3. เซ็งวิชาภาคคอม รักเลข

ลอยอารมณ์

ลอยอารมณ์ตามลมเหงา
อันบางเบาอันหนาวสั่น
ผ่านกลางคืนผ่านกลางวัน
แลตะวันไร้จันทร์เคียง

ดั่งดอกไม้จางจืดสี
ดั่งดนตรีที่ไร้เสียง
คล้ายเรือน้อยคล้อยลมเอียง
เป็นสำเนียงเสียงใจฉัน

ปล่อยให้ดาวบนท้องฟ้า
ประดับฟ้าอยู่อย่างนั้น
จะเอื้อมคว้าทำไมกัน
เพราะว่ามันไม่มีทาง

ฉันบอกรักกับหิ้งห้อย
เจ้าตัวน้อยกลับถอยห่าง
แล้วแสงท้ายที่ริมทาง
จึงอับปางจมจางไป

ฉันโอบกอดอากาศอุ่น
อุ่นละมุนข้างกายไว้
ให้เธอฟังเสียงหัวใจ
แล้วลอยไกลไปกับเธอ

ปล. อยากรู้ว่าเวลาแต่งเป็นร้อยกรอง แล้วคนจะไม่ค่อย comment หรือเปล่า

รุ้งของพีร์ และความเหงาของผม

9-6-7 in financial conference

หยาดพิรุณโปรยปรายพรายพริ้วมา
มวลพฤกษาดอกหญ้าพาสดใส
อีกต้นไม้สูงใหญ่ในพงไพร
ชะล้างใบไหลหลั่งทั้งพนา
 
หมู่มวลสัตว์น้อยใหญ้ได้ชุ่มชื่น
เริ่งระรื่นน้ำใหม่ใสหนักหนา
กลั่นเป็นหยดพรมลงผืนพสุธา
สู่ธาราพามัจฉาน่ายินดี
 
ถึงเวลาอาทิตย์ฉายสายฝนจาง
เกิดเส้นบางผ่านฟ้าหลากหลายสี
เป็นทางโค้งจรดผืนปฐพี
ชื่นชีวีจากสีสันนั้นคือ ” รุ้ง
หลังจากผมได้อ่านกลอนบทนี้ของเชษฐ์ (ชื่อเล่นชื่อพีร์)
ก็ได้กลอนบทนี้มาครับ
แลริ้วรุ้งแล้วลองตรองเหงาเหงา
อันตัวเรามองริ้วทิวสีสัน
ชื่นในจิตคิดรื่นรมย์สมสุขพลัน
หากไม่อาจต้องกันเป็นฝันไป
 
ดั่งตัวฉันคงมองเธอได้เพียงห่าง
ดั่งบางอย่างกั้นกลางไม่หวั่นไหว
ได้เพียงเก็บภาพเธอข้างในใจ
เป็นรุ้งงามข้างในไว้ชื่นชม
ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เจ๋งดีนะครับ กับการที่เราอ่านอะไรของใครคนนึงแล้วก็เกิดเป็นแรงบันดาลใจให้กัน ต่อๆ กันไป
ถ้ากลอนบทนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ใครต่อก็ดีเหมือนกัน
ขอบคุณพีร์ที่แต่งกลอนนี้มา และเป็นแรงบัลดาลใจให้ผม
และขอบคุณคนอีกคนหนึ่งในกลอนนี้ด้วย เพราะเค้าก็ถือเป็นแรงบันดาลใจของผมเช่นกัน (มานาน)
 
ปล. กลับมาทำเว็บอีกครั้ง โย่ว

ระหว่าง

ตลอดเวลากว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย และงานที่สำคัญๆเกี่ยวกับ ม.6 ก็คือ งานสาธิตสามัคคี และการเลือกหัวหน้าฝ่ายต่างๆของงานบ้านผี
และตลอดเวลาที่ผ่านมานี้
ผมเรียน อยู่ที่ สสวท. มาตลอดครับ

ตอนนี้ ที่ผมได้มีโอกาสมานั่งพิมพ์ blog อยู่นั้น ก็เพราะว่าเป็นโอกาสพิเศษมากจริงๆ — ที่จริงทาง สสวท. สุดเคี่ยวนั้น เค้าห้ามเล่นอินเตอร์เน็ตและออกนอกหอพัก เหมาช่วง 3 สัปดาห์ที่เก็บตัว — แต่ที่ได้พิมพ์ตัวอักษรตัว “นี้” ออกมาอีกด้วยความสะใจนั้นก็เพราะ เหตุการณ์ขัดข้องเรื่องการเรียน รด. ชดเชย ซึ่งผมขี้เกียจเล่ารายระเอียดที่น่าหลับ เอาเป็นว่าได้กลับมาอยู่บ้านเป็นเวลา 6 ชม.

ผมรู้สึกดีใจมากนะเนี่ย ที่ได้ฉวยโอกาสนี้มา ระบาย ความรู้สึกต่างๆที่มันปริ่มๆอยู่ที่ขอบความคิด
(“ขอบความคิด”… เป็นคำที่ดูเท่ดีแฮะ 555)

“ใจนึงก็เสียดายครับ” ที่พลาดโอกาสหนึ่ง (และสอง และสาม ..) ของชีวิตไป
จนถึงบัดนี้ ภาพความทรงจำเกี่ยวกับ แสตนด์เชียร์สามัคคีของผม ก็ต้องยอมรับว่าฉายไปหยุดอยู่แค่สมัยตอน ป.6 ที่ไปเชียงใหม่

สาธิตสามัคคี ปีนี้ เป็นยังไงบ้าง ผมก็ทราบเศษเสี้ยวบรรยากาศมาจากคำบอกเล่าของเพื่อนๆมาบ้างแล้ว ฟังไปก็แล้วก็รู้สึกครึ้มอกครึ้มใจดีครับ เพื่อนของเรา รุ่นของเราได้มารวมแรงกันทำเป็นสิ่งๆนึงที่เป็นเครื่องให้จดจำ กันและกัน ได้ต่อไปนานๆ ส่วนตัวผมก็คือได้ รวมพลัง! ไปกับเค้าด้วย ช่วงก่อนวันจริงเท่าที่จะทำได้ (เพลตกระพี้จั่นเกมส์ และ เพลงสามัคคีจัง) 
สำหรับวันจริง ก็คงได้แค่รวมใจ…

บ้านผีเป็นอีกงานหนึ่งที่ อยากทำมากมาย คิดไปแล้ว ออกจากค่ายไป นอกจากจะต้องสู้กับงานการบ้านซึ่งสะสมตลอด 2 สัปดาห์ที่ขาดเรียนไปแล้ว จะสู้เพื่อบ้านผีไปให้ได้

ต้องขอบอกเป็นบทสรุปไว้ตรงนี้เลยว่า คิดถึงโรงเรียน 
แต่ขอบอกอีกต่อด้วยว่า ไม่ใช่ว่าเรียนที่ สสวท. ไม่ดีนะครับ เพราะนอกจาก “ใจนึง” ที่เสียดายอะไรๆที่ผมพลาดไปแล้ว ผมยังมีอีก “ใจนึง” อยู่นะ

คงถือเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิตเลยทีเดียว ที่จะได้มาอยู่ในค่ายคอมพิวเตอร์โอลิมปิก ของ สสวท. แบบนี้ เพราะปีหน้าย่อมไม่มีโอกาสสอบเข้ามาอีก เหมือนกับน้องๆ ม.5 เพื่อนร่วมค่ายของผมหลายๆคน
และถือเป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยมสำหรับผมเลยอีกทีเดียว กับระยะเวลาพิเศษๆไม่เหมือนอะไรทั่วๆไปแบบนี้

อยากรู้ไหมครับว่า ชีวิตประจำวันของนักเรียนที่ถูกเก็บตัวเพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทย รอบ 25 คน (รอบแรก) นั้นเป็นยังไงบ้าง…
ไว้จะมาบอกหลังเข้าค่ายจบนะครับ (ผมบันทึกไดอารี่ไว้อยู่แล้ว) 

แต่ยังไงก็ตาม แม้จะผ่านไปแค่เกือบครึ่งค่าย ผมก็พูดได้เต็มปากแล้วหล่ะครับว่า ผมรู้สึกประทับใจ ไม่ว่าจะด้วยเรื่อง ความรู้ที่ได้ ทักษะการเขียนโปรแกรม เพื่อนที่สนุกสนาน หรือแม้แต่ อาหารการสำราญพุง ทำให้มีแรงบันดาลใจขึ้นมามากที่อยากจะให้ รุ่นน้องสาธิตเกษตรของผม ได้มีโอกาสตรงนี้เหมือนผมบ้าง

ทุกคืนหลังจากเขียนโปรแกรมช่วงดึกเสร็จแล้ว ก่อนจะอาบน้ำ ผมจะขึ้นมาที่ห้องพักเพื่อ ถอดสิ่งที่ไม่จำเป็น และ หยิบฉวยสบู่ ยาสระผม ผ้าเช็ดตัว
เหมือนกับบรรยากาศช่วงนั้นจะส่งเสริม ความรู้สึกอ้างว้างเป็นพิเศษ
ทุกคนในห้องเงียบ

ผมค่อยๆหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงข้างซ้าย และพลิกดูหน้าจอ
เหมือนกับเพื่อจะพบว่า… ไม่มีใครโทรมาหาผมเลย
ก็ไม่ใช่ว่า เพื่อนที่นี่ไม่ดีนะครับ…
แต่ต้องขอบอกสรุปไว้ตรงนี้อีกทีเลยว่า

คิดถึง

ปล. ผมเข้าวิศวคอมเกษตร ใครยังไม่รู้ว่าจะเข้าอะไร มาเข้าที่นี้กันนะ
ปล2. “เพื่อนสนิท” ซึ้งออก… ใครไม่ชอบ ฮึ
ปล3. แล้วเจอกันอีกที หลัววันที่ 5 พ.ย. วันนั้นจะได้กลับบ้านอีกที