ระบบการศึกษาและการเรียนพิเศษ

CHAYANIN : พี่อิ๊กครับ การเรียน-สอนพิเศษอย่างบ้าคลั่ง เป็นปัจจัยหรือเป็นผล กับความล้มเหลวของระบบการศึกษาครับ

อิ๊ก : เป็นปัจจัยกับเป็นผลต่างกันยังไงหรอ

CHAYANIN : หมายถึงว่า การที่มีการเรียนพิเศษอย่างบ้าคลั่งขนาดนี้ มีส่วนทำให้ระบบการศึกษาล้มเหลว หรือจริงๆ แล้ว เพราะระบบการศึกษาล้มเหลว มันเลยเกิดขึ้นครับ

อิ๊ก : ที่จริง พี่ว่ามันส่งผลทั้ง 2 ทาง แต่ว่าพี่ว่ามันเกิดจากโครงการของระบบก่อนแล้วทำให้เกิดขึ้น

CHAYANIN : คือคิดว่ามันน่าจะเป็น cycle?

อิ๊ก : จะลองอธิบายความคิดดูนะ

  1. หลักสูตร ไม่สามารถ ทำให้เด็กหาความรู้ได้เองนอกห้องเรียนได้  ในขณะที่ความรู้พื้นฐานสำหรับการเอนทรานซ์นั้นเยอะมาก
  2. ธุรกิจกวดวิชา(ซึ่งเป็นรูปแบบที่เรียนในห้อง) จึงตอบโจทย์ของตลาด
  3. เด็กที่ศรัทธาต่อระบบการเรียนแบบนี้ ก็จะ
    * คิดว่าการเรียนในห้องวิธีการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด (ซึ่งก็จริงในแง่ที่ว่าเพื่อสอบ)  แต่พี่ว่า มันยังมีองค์ความรู้แบบอื่นๆ อีกมากที่ จะได้มาจากการลงมือทำจริงๆ การสั่งสมบางอย่าง
    * ทักษะการหาความรู้ด้วยตัวเองค่อนข้างแคบ และคิดว่าความรู้มีอยู่ในส่วนแคบๆ ไม่ใช่รอบตัว
  4. มันจะมีผลเป็น cycle ก็ต่อเมื่อ คนที่มีกระบวนทัศน์แบบนี้มาเป็นผู้ออกแบบหลักสูตร

อิ๊ก : อย่างวิธีการสร้างความรู้จากการอภิปรายหาหนทางการแก้ปัญหาเนี่ย พี่ว่ามันเรื่องที่น่าปลูกฝังมากๆ เพราะน่าจะใช้ในชีวิตจริง และยังช่วยเรื่องการรับฟังความเห็นคนอื่น
อิ๊ก :
อารมณ์แบบมีคนเสนอ thesis การแก้ปัญหา แต่มีคนไม่เห็นด้วย antithesis คุยอภิปรายไปมาได้ข้อดีมารวมกันเป็น synthesis อะ
อิ๊ก :
รู้สึกว่าอะไรแบบนี้จะมีสอนแค่ในมหาลัยบางคณะ ที่พี่รู้สึกว่าได้มาก็จากการประชุมในงานกิจกรรมต่างๆ ไม่มีในหลักสูตร
อิ๊ก :
สรุปก็คือว่า ถ้าหลักสูตรเสนอวิธีการหาความรู้ให้เด็ก ได้หลากหลายและมีประสิทธิภาพ พอที่เด็กจะหาความรู้ได้เองจนเพียงพอต่อการเอนท์  น่าจะแก้ปัญหาได้

CHAYANIN : โอ้ ขยันมากครับ

อิ๊ก : – –
อิ๊ก : คิดว่าไงอะ

CHAYANIN : คือผมคิดว่า ทรัพยากรทางการศึกษาในระบบไม่เพียงพอ บวกกับระบบหลักสูตรที่ไม่เอื้ออำนวยกับการเรียนรู้ จึงเกิดระบบการเรียนพิเศษขึ้นมา แต่เมื่อมันเกิดและกลายเป็นกระแสอย่างบ้าคลั่งแบบตอนนี้แล้ว มันก็ย้อนกลับไปทำร้ายตัวระบบด้วย
CHAYANIN : ยิ่งมีคนเรียนพิเศษมาก ก็ยิ่งดึงดูดคนมากขึ้นไปอีกให้มาเรียนพิเศษ

อิ๊ก : อืมเห็นด้วย

CHAYANIN : ระบบปัจจุบัน ก็เลยมีอคติให้กับคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสูง มีทรัพยากรที่จะนำมาใช้ตรงนี้ได้มากกว่า ทำให้สุดท้ายแล้ว แนวโน้มของคนที่เข้ามหาวิทยาลัยได้ ก็จะเป็นกลุ่มคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสูงกว่า ในขณะที่กลุ่มคนชั้นล่างก็ไม่สามารถ afford การเรียนในมหาวิทยาลัยได้ ก็จะยิ่งเพิ่ง gap ทางสังคมและเศรษฐกิจ และสร้างปัญหาให้กับระบบการศึกษาเองด้วย

อิ๊ก : มันจะมีวิธีการอะไรอีกหรือเปล่า ที่serveคนชั้นล่าง  นอกจากการปรับหลักสูตรมตราฐานในโรงเรียน ให้เรียนเองได้(อย่างที่พี่บอกไป)
อิ๊ก :
ที่บอกว่าการที่คนชั้นล่างไม่ afford  มันสร้างปัญหากับระบบการศึกษาอะไรบ้างหรอ นอกจากเพิ่ม gap ในสังคม

CHAYANIN : ผมว่ามันทำให้ academic community มีแนวโน้มเป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจสูง การเรียนรู้จากทั้งในหลักสูตรและในชุมชนก็จะไปในแนวทางนั้น และยิ่งมีความรู้ความเข้าใจที่ออกห่างจากสภาพความเป็นจริงมากขึ้นไปอีก

อิ๊ก : อื้อ….  จริงมากๆ

CHAYANIN : คือ ตอนนี้กำลังคิดอยู่ เพราะกำลังพิจารณาเรื่องการสอนพิเศษ
CHAYANIN : ก็เลยแบบ รู้สึกว่าตัวเองเคยต่อต้านระบบการเรียนพิเศษ

อิ๊ก : แอบคิดว่าเราใช้ประโยชน์จากการเรียนรู้ในชุมชนการศึกษา น้อยมากๆ เลย  (โดยเฉพาะวิศวะ  — หรือมันไม่มีทางกันนะ)
อิ๊ก : ถ้ามองเชิงปัจเจก พี่ว่าการสอนพิเศษเป็นสิ่งที่ถูกต้อง การสร้างคนฉลาด 1 คนในคนโง่ 10 คน น่าจะดีกว่าปล่อยไว้เฉยๆ หว่ะ

CHAYANIN : คือ ก็มองในมุมนั้นเหมือนกัน
CHAYANIN : แต่แบบ ได้คุยกับรุ่นพี่คนนึง เค้าบอกว่า เค้าไม่สอนพิเศษ เพราะเค้ามองว่ามันทำให้ระบบการศึกษามันยิ่งล้มเหลว

อิ๊ก : ยังไงก็ตาม สิ่งที่ควรทำสุด คือ หาทางเปลี่ยนแปลงแก่น ของหลักสูตร // อืม…

CHAYANIN : อื
CHAYANIN : คือ ลองมองๆ ไว้อยู่ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ อาจจะลองสอนพิเศษดู

อิ๊ก : ถ้าประเทศไทยไม่มีกวดวิชาเลยก็คงจะแย่กว่านี้อีก มหาลัยจะต้องปรับหลักสูตรให้อ่อนลงอีก การมีกวดวิชาแบบนี้กลับเป็นการกระตุ้นให้คนเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับหลักสูตรให้เด็กเรียนรู้เองได้บ้าง

CHAYANIN : อืม ครับ

อิ๊ก : ว่าแต่ “มันจะมีวิธีการอะไรอีกหรือเปล่า ที่serveคนชั้นล่าง  นอกจากการปรับหลักสูตรมตราฐานในโรงเรียน ให้เรียนเองได้(อย่างที่พี่บอกไป)”
อิ๊ก : (พี่ก็กำลังหาที่เรียนพิเศษ ภาษาอังกฤษ ฮาๆ   เพราะขี้เกียจศึกษาเองหว่ะ)

CHAYANIN : คือยังนึก solution ไม่ออก รู้แต่ว่าต้นทุนมันสูงกว่ามากอ่ะครับ

อิ๊ก : ชอบ dialogue ประเทืองปัญหาแบบนี้จัง

CHAYANIN : แบบไหนครับ

อิ๊ก : แบบที่ได้ เรียบเรียงความคิดตัวเองกับได้มุมมองที่ลืมมองไป

CHAYANIN : จริงครับ

Advertisements

จดหมายเหตุปิดเทอม ’49 [2]

หลังจากจบจากการ “เข้าค่าย” คอมพิวเตอร์วันที่ 26 วันที่ 27 ผมก็มา “จัดค่าย” Cubic-O ต่อทันทีเลย
ค่าย Cubic-O ก็เป็นค่ายที่ผม เอาคอมพิวเตอร์โอลิมปิกที่เรียนมา มาสอนให้กับน้องๆ อย่างที่อยากนั้นเอง

อันที่จริง กว่า Cubic-O จะเกิดขึ้นในวันที่ 27 ได้นั้น ต้องทำอะไรเยอะแยะเหมือนกัน 
ประชาสัมพันธ์ รับสมัคร เตรียมงานอำนวยการ เตรียมหลักสูตร ฯลฯ
ปัญหาเกิดขึ้น แล้วก็ผ่านไป จนค่ายเริ่ม….
ค่ายเปิดขึ้น แล้วก็ปิดไป 
และนี้คือความรู้สึกระหว่าง 2 วรรคข้างบน…

ในเชิงของตัวงานโดยรวม ผมรู้สึกพอใจกับ ค่าย Cubic-O Camp1st ค่ายโอลิมปิกไร้เทียมทานนะครับ ค่ายนี้ผมรู้สึกเหมือนเป็นค่ายที่ผมสร้างมากับมือจริงๆ (ค่ายอื่นๆ ในCubicทั้งหมด พี่นัทเป็นคนเริ่ม) ผมรู้สึกดีใจมาก ที่มันผ่านไปด้วยดี เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คืนวันอำลาผมร้องไห้ อื้ม… อย่างน้อย ชีวิตนี้เราก็ได้สร้างค่ายของตัวเองมาค่ายหนึ่งนะ

ในค่ายนี้ เราติวน้องอยู่ 3 วิชาคือ คอม ชีวะ ฟิสิกส์
วิชาชีวะเป็นวิชาที่ผมรู้สึก ทึ่งมาก ตอนแรกค่ายนี้ผมไม่ได้กะว่าจะให้มีสอนวิชานี้ แต่ใหม่(ซึ่งคิดว่าลากวาวมาทำด้วยที่หลัง)ได้คุยกับรตา แล้วบอกว่าอยากสอน ผมก็okแต่บอกว่าให้วางแผนการสอนมาคร่าวๆก่อน ปรากฏว่า ไปๆมาๆมันก็งานเดินช้ามาก… เอาเป็นว่าพอปิดเทอม วันที่ผมกะจะคุยเครียดๆแล้วว่า คงต้องรีบแล้วเมื่องั้น อาจจะต้องยุบวิชานี้ ก็ผมพบว่าใหม่กะวาวเตรียมสอนมาดีมาก ตำราเอย อุปกรณ์เอย นู้นนี้ๆ เจ๋งหว่ะ ดูจากหลักสูตรแล้วนี้ มันคงได้Labเยอะกว่าที่เราเรียนมาทั้ง ม.ปลาย อีกมั้งเนี่ย สุดยอด มันโคตร ทำให้ชีวะเป็นวิชาสวรรค์เลย ผมรู้สึกขอบคุณใหม่กับวาวมากๆ มากจริงๆ ที่มาช่วยขนาดนี้ เด็กๆชีวะรักใหม่กับวาวมาก เป็นวิชาที่ดูผูกพันกันดีจริงๆ วันคืนอำลาตอนจับมือ ผมร้องไห้ด้วยความ ซึ้ง ทึ่ง ขอบคุณ ประทับใจ ที่ใหม่กับวาวทำได้ดีแบบนี้ ก็ดูเค้าไม่ได้ซึ้งกับผมเลย 555 ฮา… ตัวเอง ตอนนั้นร้องไห้บอก ขอบคุณแกมากเลยนะ เราทึ่งมาก อย่างโน้นอย่างนี้ ใหม่ดูอึ้งๆ พยักหน้าหงึกๆ โถ…เรา…ทำไปได้

(ถึงใหม่กับวาว ขอโทษสำหรับทุกอย่าง ที่เราอาจจะทำไปแล้วทำให้แกเคือง(ซึ่งเราไม่รู้เหมือนกันว่ามีอะไรบ้าง 555) ขอบคุณมากๆนะ แกไม่ได้อยู่ Cubic แต่ก็มาช่วยขนาดนี้ ขอบคุณจริงๆ)

วิชาฟิสิกส์ แม้ว่าผมจะรู้สึกว่า เป็นวิชาที่สอนวิชาการทฤษฎีทำโจทย์หนักไปนิด แต่ถึงอย่างนั้นผมก็รู้สึก ขอบคุณวิทยากรทุกคน โพบอกในคืนอำลาว่าตอนแรกไม่ได้อยากมาทำเลย ผมจำไม่ได้แล้วว่าลากโพมาทำด้วยยังไง เอ๊ะยังไง งง เอาเถอะ ผมรู้สึกขอบคุณโพมากๆ คือใครก็ตามที่ไม่ได้อยู่ใน Cubic team อยู่แล้ว ผมจะรู้สึกขอบคุณเป็นพิเศษ ป๊อยด้วยขอบคุณแกมาก ตลกดีที่ผมเริ่มเรียก ป๊อย ว่า ป๋อย แล้วพี่นัทเอาไปเผยแพร่จนทุกคนเรียกแบบนั้น เป็นความประสบความสำเร็จแบบนึง ดีจัง 555 แล้วก็รตาด้วย ขอบคุณโย้ว กานต์ด้วย น้องชัยวัด น้องถูมิด้วยอีก ใครอีก… อืม… เยอะแฮะ ก๊อต! ถึงจะหลับเยอะแต่ก็ขอบคุณ ตลกดี

วิชาคอมพิวเตอร์ พลับ น้อต แก้ว เซนต์ ถ้าไม่มีคนเหล่านี้ วิชาคอมต้องสลายร่างแน่นอนเลย ท้ายที่สุดแล้ว วิชาคอมก็กลายเป็นวิชาที่ดูเหมือนจะเตรียมการสอนได้น้อยที่สุดแล้ว (แต่เอาเข้าจริงๆผมก็คิดว่าต้องเป็นแบบนี้ เพราะว่าเรากะไม่ได้เท่าไหร่ว่าน้องจะรับได้เร็วแค่ไหน แต่รวมๆแล้วผมว่ามันก็ ok นะ) วิชาคอมที่เรียน 16 วัน อาจเรียกได้ว่าเป็นห้องในฝันของผม เพราะว่ามันมีอะไรทำดี ได้เขียนโปรแกรมจริงๆเลย มีเกมบ้าๆตอนกลางคืน มีสอนเลข มีพี่ที่ไหนก็ไม่รู้มาสอนๆๆๆ ยัดเท่าไหร่ก็ไม่หมด ไม่มีหมดเลย สะใจดี พูดถึงวิทยากร ครั้งนี้ผมซึ้งใจเซนต์เป็นพิเศษ เพราะว่าไม่เคยได้ทำงานด้วยกันเลย แล้วเซนต์ช่วยสอนได้ดีมากๆจนอยากกรี๊ด(ขนาดนั้น) เวลาผมสอนหน้าห้องแล้วจะมีคนไม่เข้าใจเสมอ แล้วเซนต์ก็ช่วยไปย้ำ แล้วดูเหมือนเขาจะไม่เคยเหนื่อยเลย พูดซ้ำไปซ้ำมา อธิบายระเอียดยิบ ผมรู้สึกเศร้าจริงๆตอนวันสุดท้ายของช่วงค่ายแรกที่เซนต์ต้องไป เซนต์ขอบคุณจริงๆนะ …สำหรับกับน้อตผมรู้สึกเป็นการทำงานที่มีความสุขที่สุด ขอบคุณน้อตมาก พลับ แก้วก็เช่นกัน สุดยอดมากที่สร้างตัวตรวจขึ้นมาได้ ขอบคุณโย่ว

พูดถึง staff อำนวยการ ผมรู้สึกสะดวกสบายขึ้นจริงๆ ทุกคนเหนื่อยกันมากๆ(แม้จะเล่นเกมเยอะเหมือนผม – ไม่ทุกคนนะ) ขอบคุณทุกคนมากครับ โดยเฉพาะป๊อป ขอบคุณแกมากๆ ที่อุตส่าห์มาช่วยทำ ตอนนี้ดูเหมือนแกจะได้เข้ามาช่วยงาน cubic เต็มไปหมดแล้ว ดีใจจังที่cubic มีแก

staff ทุกคน นั้นถึงแม้ว่า เราจะเล่นกันเยอะ โดยเฉพาะผมเองในช่วง 3 ที่เล่นเกมplayเป็นบ้าเป็นหลัง แต่ถึงยังงั้น เวลาผมนึกถึงผมว่าผมเป็นคนนอกมองเข้ามา ก็ยังรู้สึกประทับใจมาก ที่พวกเรามาเหนื่อยกัน ขนาดนี้เพื่อน้องๆ เตรียมงานมากมาย (วิชาคอมโดยเฉพาะ 2 ช่วงแรก เรานั่งเตรียมการสอนทุ๊กวัน…จนดึกดื่นตี2 ตี3) และด้วยการรวมแรงของทุกๆฝ่ายมาประผสมประสานกัน มิตรภาพที่ทำให้ค่ายCubic-O ค่ายแรกของผมผ่านไปด้วยดี ความประทับใจนี้เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ผมร้องไห้ในคืนอำลา

และที่สำคัญค่ายนี้เป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมรู้สึกถึงสิ่งหนึ่ง เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากมาย ซึ่ง มีอยู่ ในค่ายทุกๆค่ายที่ชมรมเราเคยจัด แต่ผมไม่เคยได้มีโอกาสรู้สึกถึงมันเลย

จากค่ายอื่นๆที่ผ่านมา ผมไม่เคยได้เป็นพี่เลี้ยงสักครั้ง 
และเมื่อมาค่ายนี้ ผมก็ไม่ได้เป็นพี่เลี้ยง
แต่ผมก็ได้เป็น… “คนสอน”

ตลอด 16 วัน 13 คืน ผมได้มีโอาสสอนน้องๆวิชาคอมพิวเตอร์ ตื่นแต่เช้า(ซึ่งตื่นสายกว่าน้อง หลายครั้งอดข้าวเพราะเมื่องั้นเข้าสอนสาย) สอนตั้งแต่เช้า… 9 โมงครึ่ง ถึง 5 โมง(เย็น)ครึ่ง ตกกลางคืนก็อยู่สอนพิเศษบทเรียนเพิ่มเติม หลายๆครั้งมีเกมเล่น ผมได้อยู่เล่นเกม เกมที่บางครั้งวิ่งกันเหนื่อยโคตรๆ แต่สนุกมากๆ ผมได้เล่นเกมคิลเลอร์บ่อยมากๆ จนดึกดื่นน้องๆเข้านอน ก็นั่งคิดเกม คิดอะไรบ้าบอ สำหรับวันต่อไป

ใช่แล้ว สิ่งมีค่าที่ผมรู้สึก นั้นก็คือ 
…ความผูกพัน…

คือแบบนี้ครับ ความคิดของผมตอนแรกที่จัดค่ายเนี่ย คือผมมีความรู้สึกอยากถ่ายทอดตัวความรู้ที่มีอยู่ออกไปให้กับน้องๆ เพราะว่าจะได้เอาไปสอบแล้วก็โอกาสดีๆ แบบที่ผมได้มามากมาย โดยการถ่ายทอดนี้อยากให้เป็นการเรียนการสอนที่เน้นให้คิด ให้เข้าใจลึกซึ้ง แล้วก็เชื่อมโยงเรื่องต่างๆเข้าด้วยกันได้ แล้วก็ให้น้องๆเค้ามาสนิทกันเอง

ผมเริ่มต้นสอนด้วยแนวคิดที่ว่า ผมจะทำยังไงให้ถ่ายทอดความรู้ คอมพิวเตอร์โอลิมปิกอันนี้ ออกไปให้ดีที่สุด รู้เรื่องที่สุด ไม่เครียดจนเกินไป

แต่หลังจากที่สอนไป ได้รู้จักกันมากขึ้น ได้ยินเวลาน้องๆทำไม่ได้แล้วมีเสียงเรียกเรา ได้เล่นเกมสนุกโคตรๆ วิ่งเล่นอยู่บนตึก ได้ปล่อยมุกแป้กๆ
เวลาที่ผ่านไป ค่าย3ช่วงนั้น ผมรู้สึกได้ว่าสิ่งผมโฟกัสมันค่อยๆ เคลื่อนจาก “กระบวนการสอน” มาอยู่ที่ “ตัวน้องๆ” เอง เป็นแนวคิดที่ว่าผมจะทำยังไงให้น้องๆที่อยู่มาด้วยกันนี้ ได้อะไรดีๆกลับไปมากที่สุด มีความสุขมากที่สุด มีโอกาส มีอนาคตแทน ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผมรู้สึกอบอุ่นและมีความสุข

นั้นทำให้ผมคิดและขอน้องๆ ในคืนอำลาไป ว่า ผมไม่สนใจอีกต่อไปแล้วว่า น้องๆจะต้องเอาความรู้โอลิมปิกที่ผมสอนไปสอบ หรือดำเนินแนวทางนี้ต่อ ไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรม หรือชอบคอมพิวเตอร์ แต่ผมขอให้ น้องๆหลังจากจบค่ายนี้ไปแล้ว… ได้ “ให้” กับคนอื่นต่อ อย่างที่ผมมีโอกาสให้น้องๆ เพราะช่วงชีวิตไม่กี่วันที่ผมได้ ให้ กับน้องๆ นี้ คือช่วงเวลาที่ผมมีความสุขมากจริงๆครับ

ผมรักน้องๆคอมพิวเตอร์ที่ผมสอน และรู้สึกผูกพัน อยากให้ทุกคนเจอแต่อะไรดีๆต่อไป
และเมื่อมันจบลงแล้วสำหรับวันที่ผมจะได้มีโอกาสสอนน้องๆกลุ่มนี้
ผมร้องไห้ในคืนวันอำลา

ถึงน้องๆคอมพิวเตอร์(ถ้ามีซักคนเข้ามาอ่านก็ดี)…
เฮ้อ.. พี่ในสายตาทุกคน คงจะเป็นจอมโหด ที่จริงพี่ไม่เคยอยากเป็น ไม่มีใครอยากอยู่แล้วใช่ม้า พี่ๆทุกคนอยากเป็นที่พึ่ง ที่ใจดี ที่คุยได้ทุกอย่าง 
แต่คงด้วยเพราะหน้าที่ในstaffด้วยกันแล้วของพี่เองที่เป็นคนต้องคุมโดยรวมทุกอย่างให้ดำเนินไปด้วยดี ไม่ใช่คนรับงาน บวกกับที่ได้คุยกันใน staff เองหลังจากดูแล้วว่าเด็กวิชาคอมดูท่าแล้วจะคุมยากที่สุดใน 3 วิชา เลยคิดว่าควรจะมีคนๆ นึงที่รับบทโหดที่น้องทุกคนฟัง พี่จึงได้รับบทนี้มาเต็มตัว
ซึ่งรู้สึกว่าได้ผลเหมือนกัน แต่พี่เองก็พลาดไปในบางครั้ง

ในคืนอำลาพี่ลืมพูดไป ว่าพี่ขอโทษและรู้สึกผิดที่สั่งทำโทษ คัดลายมือ(หวัด)ว่า “ฉันจะไม่ออกสาย” 300 รอบ (แม้ตอนหลังจะลดเป็น 100 รอบ)  ทำให้เข้าใจความรู้สึกแทนอาจารย์ได้เลย พี่ว่าไม่มีใครเวลาสั่งทำโทษแล้วรู้สึกดีเลยซักคนแน่ แต่พอสั่งไปแล้วก็ต้องย้ำกับตัวเองว่า ที่เราสั่งไปเนี่ยก็เพื่อให้คุมอะไรๆให้อยุ่ได้นะ อย่าใจอ่อนยกเลิกไปซะหล่ะ แบบนี้แน่ๆ
ฉะนั้น ถ้าน้องคนไหนเคือง พี่ขอโทษนะครับ 

ตอนนี้ก็จบค่ายไปนานแล้วเหมือนกัน สิ่งที่พี่ได้สอนไป พี่รับรองเลยว่า พี่ๆทุกคนตั้งใจสอนมากๆ และเหนื่อยมากๆ จริงๆ เรื่องการเตรียมการสอนนั้น พี่ๆคอมพิวเตอร์อาจจะถือว่าเตรียมน้อยกว่าชีวะที่มีlabเต็มไปหมดเลย ที่จริงก็อยากเตรียมมากแต่ ก่อนหน้าค่ายนั้น พี่เองต้องเข้าค่ายสสวท. แบบเรียกได้ว่าจบค่ายโน้นปุ๊ปวันต่อมาก็มาสอนน้องทันที แล้วก็ก่อนหน้าเข้าค่ายสสวท. พี่เองก็วุ้นอยู่กับงานค่ายกลาง ที่ไม่จำเพาะหลักสูตรวิชา พลับ กับ แก้วเองก็มีภาระงานKUS Fun Camp เต็มตัว ฉะนั้น หลักสูตรคอมพิวเตอร์ พี่ๆเต็มที่กันแล้วจริงๆนะ หวังว่าทุกคนคงได้ประโยชน์บ้าง ใครเข้าค่ายแล้วรู้สึกชอบเขียนโปรแกรมก็เขียนต่อเลย ถ้าไม่ชอบก็ไม่เป็นไร

ไม่รู้สิ พี่รู้สึกผูกพัน มันรู้สึกดีจริงๆนะ 555 แต่มันก็คงเทียบไม่ได้กับอาจารย์ตัวจริงหรอก พี่รักพวกแกหว่ะ ฉะนั้นมีไรก็คุยกันนะ

โซกลี

เรื่องของค่าย Cubic-O มันก็เป็นแบบนี้แหล่ะครับ
เป็นความทรงจำดีๆ ของการทำค่ายๆนึง

ปล. ช่วงเวลาระหว่างค่าย ผมได้มีโอกาสอ่าน หนังสือชุด ริง คำสาป มรณะ ซึ่งประกอบด้วย ริง สไปรัล ลูป เบิร์ธเดย์ ผมอยากแนะนำให้ทุกคนอื่นๆมากๆ เพราะ หนึ่งคือสนุกโคตร สองคือสยิวแสด(หมายถึงหลอนๆ) สามคือ อันนี้สำคัญ มันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากๆ ในทุกๆแง่เลย มันทำให้ผมรู้สึกมีมุมมองกว้างขึ้น และมีนิยามเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่เปลี่ยนไป และเข้าใจในประโยคที่ว่า I think, Therefore I am. ได้ชัดเจนมากขึ้น อ่านกันเถอะครับ

ปล.2 อย่าลืมติดตามตอนต่อไป

ติวคอมรุ่นน้อง ภาค4

ลุ้นทั้งวัน 555
ประชุมเสร็จตอนบ่ายโมงครึ่ง แม่กำลังจะมารับก็เจอจันทรีที่เพิ่งสอบเสร็จกลับมาพอดี เลยสบโอกาสได้ยืมข้อสอบมาทำเฉลย
พอกลับมาถึงบ้านรีบทำเฉลย เสร็จแล้วก็โทรไปถามคะแนนแต่ละคน
ยังถามได้ไม่ครบคนแต่ว่า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับประมาณ 30-40
ก็ ok นะ
ขอให้ติดซักหน่อยเถิด สาธุ…

ติวคอมรุ่นน้อง ภาค3

วันพร่งนี้จะเป็นวัน สอบสสวท.ของทุกคนๆแล้ว

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ทุกๆคนผ่านการคัดเลือกไปรอบต่อไป

การติวในครั้งนี้ คงต้องยอมรับว่าผมทำได้ไม่ดีตามที่ควรจะเป็นเท่าไหร่นักที่ติวไม่ทัน เหลือเรื่องการจัดเรียงและจัดหมู่อยู่บางส่วน แล้วก็มีเวลาทบทวนprogramming และทุกๆอย่างน้อยไป ซึ่งทั้งหมดก็เป็นความผิดของผมนั้นเอง ที่แบ่งเวลาทำงานไม่ได้ แม้ว่าจะทุ่มเทเท่าไหร่ ก็คงต้องขอโทดน้องๆที่ตั้งใจมาติวตลอด สิ่งที่พอจะทำได้ตอนนี้คงได้เพียง เป็นกำลังใจ

การติวในครั้งนี้ ตั้งแต่ปิดเทอมมา ก็ทำให้ได้รู้จักสนิทสนมกับน้องบางคนมากขึ้นเป็นพิเศษ เย็นนี้หลัง 5 โมงครึ่งที่เฉลยข้อสอบเสร็จแล้ว ซอล วิน เอิร์ธ กัน แพรว และผม(เรียงตามอาวุโส) ได้กลับมาเล่นวิ่งไล่จับกันอีกครั้งที่สนามเด็กเล่นอาคาร 1 สนุกสุดๆ ขำไปวิ่งไป หนีไปไม่ไหวเพราะขำมากไปหน่อย ผมก็ไม่ได้เล่นวิ่งไล่จับแบบเอาจริงเอาจังมา 2 ปีขึ้นไปแล้ว (คนอื่นๆอาจจะห่างหายจากการวิ่งไล่จับมาตั้งแต่ประถมแล้ว?) ก็สนุกอยู่จนถึงตอนที่นึกถึงอยู่นี้เลย แต่นึกดูก็ขำตัวเอง เล่นอยู่กับน้อง ม.2ทั้งนั้นเลย

การติวครั้งนี้ เพื่อสอบ สสวท. ก็คงจะปิดฉากลงเพียงเท่านี้ แต่ทุกอย่างก็จะยังดำเนินต่อไป ผมเองจะคอยฟังผลสอบจากทุกคนในวันพรุ่งนี้ และอาจจะเอามาเขียน blog ต่อในคืนพรุ่งนี้

และการติวในครั้งหน้า จะมีอีกแน่นอน…

ปล. มิงค์กลับมาแล้ว เย้

ติวคอมรุ่นน้อง ภาค2

วันนี้เหนื่อยจังเลย…

วันนี้เป็นวันประชุมวันแรกของ กรรมการหน้าเสาธง ระหว่างที่ประชุมผมรู้สึกว่าสบายๆกว่าที่คิด ดูไปแล้วงานก็ไม่ค่อยหนักเท่าไหร่นะ ไม่รู้ว่าต่อๆไปจะหนักหนากว่าครั้งนี้ขนาดไหนอยากรู้จริง สำหรับงานที่ได้รับมอบหมายครั้งนี้ แต่น..แต้น.. ก็คือเดินไปรับเด็ก ม.1 เข้าแถว ดีจัง ฟังดูสบายดี

เวลาการประชุมล่าช้าเกินคาดจริงๆ กว่าจะเลิกก็ตอนบ่ายโมงเสียแล้ว ทำให้พอประชุมเสร็จไม่มีเวลาไปกินอาหาร เพราะได้เวลาติวคอมน้องๆที่น่ารัก(รึเปล่า?)แล้ว

พอเริ่มสอน จากหิวๆสอนๆไปมันกลับหายหิวไปเอง ดีจัง แต่ถึงอย่างไร เวลาล่วงมาถึงเกือบบ่าย 3 ก็ทนไม่ไหวต้องไปกินข้าวที่เตี้ยอุตส่าห์ใจดีซื้อมาฝากให้ถึงห้องที่สอน แล้วเตี้ยก็ไปสอนต่อจนเลิกเรียน…

ตกเย็น เดินทางไปบ้านอาจารย์จิ นั่งเรียนในบ้านอาจารย์จิ และ สัปหงกในบ้านอาจารย์จิ -_-”

เลิกเรียนก็กลับมาพักเหนื่อยที่บ้าน มานั่งเขียน blog นี้

“คุณผู้อ่านครับ คุณคยสังเกตเห็นปฏิกิริยาโต้ตอบแบบแปลกๆของร่างกายคุณบ้างไหม”

สำหรับผมมีก็จะมีปฏิกิริยาแบบธรรมดาๆอยู่เช่น เวลาเครียดก็จะปวดหัว หรือวันไหนที่ใช้ความคิดมากจะกินข้าวได้น้อย แต่มีแบบแปลกๆอยู่อย่างที่ไม่เข้าใจสาเหตุ ใครเป็นเหมือนกันช่วยบอกที นั้นคือ…เมื่อเวลาออกไปกลางแดดหรือมองดวงอาทิตย์แล้วจะจาม! แปลกไหม ว้าว! มันน่าตกใจมากเลย 555 เอาเป็นว่าใครก็ตามช่วยบอกผมทีว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

เอ๊ะ…จู่ๆความคิดมันไปถึงเรื่องนั้นได้อย่างไร ผมขอกลับมาเรื่องติวคอมเด็ก เพื่อจะได้ตรงกับหัวข้อเสียหน่อย… ก็สรุปว่าความตั้งใจที่จะติวทุกอย่างให้เสร็จสิ้นภายในปิดเทอมก็ล้มเหลว เด็กที่มาติวนั้นว่างไม่ตรงกัน ทางพวกเราก็อยากที่จะเห็นน้องทุกคนได้ติวครบทุกเรื่อง จึงต้องหาวันที่ทุกคนว่าง ผลออกมาก็คือวันที่ได้ติวลดไปเหลือน้อยกว่าครึ่งของวันที่ติวได้

แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะว่าเปิดเทอมไปก็ยังติวได้อยู่ แม้ว่าจะสะดวกน้อยลงและเป็นการเพิ่มภาระให้กับตัวผมเอง  พูดไปแล้ว งานๆนี้ถึงแม้ว่ามันจะเหนื่อย แต่ก็ได้สนุกกับน้องๆและรู้สึกได้ทำตัวเพื่อสังคมโลกนี้บ้างในชีวิต อย่างน้อยๆ ตอนตายไปก็ยังพอจะภูมิใจว่า ชาตินี้ไม่ได้ทำอะไรแต่เพื่อตัวเองเสียอย่างเดียวหน่ะครับ แหะๆ

“คุณผู้อ่านครับ ก่อนที่จะคุณตายไป คุณได้ทำอะไรเพื่อโลกนี้แล้วหรือยังเอ่ย”

ติวคอมรุ่นน้อง ภาค1

จากเมื่อวานที่เป็นวันแรกที่นัดน้องๆที่จะติวคอมมาเจอกันก่อน เพื่อจะได้คุยกันว่าจะนัดมาติวได้วันไหนบ้าง เนื้อหาที่จะสอนมีเรื่องอะไรบ้าง นัดแนะๆต่างๆไป พอได้รวบรวมรายชื่อครบ รวมแล้ว14คน ก็เยอะกว่าที่คิดไว้นิดนึง แถมน้องนั้นก็มีตั้งแต่ ม.2-ม.5 เลยทีเดียวเชียวแหล่ะ ซึ่งก้ทำไมแอบกังวลอยู่นิดหน่อยว่าจะรำคาญกันหรือ ต้องรอกันนานเกินไปหรือเปล่า

วันรุ่งขึ้น(วันนี้) เตรียมตัวไปสอนแบบค่อนข้างเร่งรีบอะ สอนเรื่องเซตและตรรกศาสตร์ ปรากฏว่าบรรยากาศก็ดีกว่าที่คิด ถึงคนจะมากกว่าปีก่อนก็ยังพอคุมอยู่แฮะ ถึงความห่างของอายุคนเรียนจะเยอะแต่ ม.2 ที่มาเรียนดูไปแล้วหัวไวชะมัด ก็ดีอะ น้องๆน่ารักดี

ก็จะพยายามเตรียมสอนให้ดีที่สุด หากิจกรรมอะไรดีนะที่มันเกี่ยวกับเนื้อหา อย่างพวกเลขเนี้ย 555 เมื่อวานเล่นไปซะเยอะเลย ให้วิ่งเล่นแก้โจทย์ tower of hanio กันจนเหนื่อยเลย

ปล. ขอให้เพื่อนๆที่ไป อิชิโนทุกคน มีความสุขสนุกกลับมา มีความทรงจำที่ดีๆ