อุปมาอุปไมยชีวิต

การบ้านวิชาศิลปะการใช้ชีวิตครับ ตั้งใจทำมากก็เลยเอามาเป็นบล็อกด้วยเลย

ชีวิตเราไม่ใช่เป็นเพียงแค่เรื่องใกล้ตัวหรือสิ่งที่อยู่ติดกับคนเรา ชีวิตคือทั้งหมดที่เป็นเรา  แต่ในความจริง มีช่วงเวลาที่คนเราใช้ชีวิตเพียงบางเวลาเท่านั้นที่เราระลึกรู้ถึงความมีชีวิต เวลาอื่นๆ ส่วนใหญ่ของเรามักจะนำความระลึกรู้ไปอยู่กับการทำงาน การสื่อสารและชีวิตประจำวัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้แม้คนเราจะมีชีวิตอยู่ตลอดเวลาแต่เรากลับไม่สามารถเข้าใจว่าชีวิตคืออะไรได้อย่างน่าขัน ผมเองก็ถือเป็นคนน่าขันผู้หนึ่งเช่นกัน

ตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา ผมพยายามทำความเข้าใจความจริงในหลายๆ แง่มุมผ่านความคิด “ชีวิตคืออะไร” นับเป็นความถามหนึ่ง  ผมไม่แน่ใจว่าความจริงนั้น ที่จริงแล้วซับซ้อน หรือว่าเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง แต่ผมเชื่อว่าวิธีเข้าใจถึงความจริงที่ดีวิธีหนึ่งคือวิธีแบบวิทยาศาสตร์ นั้นคือการจับเอาสิ่งที่เราพยายามทำความเข้าใจมาอยู่ในกรอบที่ดูเรียบง่ายกว่า ลองเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ ผ่านกรอบนั้นว่าได้ผลตรงกับการสังเกตเห็นนอกกรอบหรือไม่ ตราบใดที่ผลการทดลองยังได้ผลตรงกันอยู่แสดงว่าเราสามารถพูดถึงกรอบนั้นแทนความเป็นจริงได้

ผมพบว่ามีกรอบๆ หนึ่งที่ใช้อธิบายแง่มุมต่างๆ ของชีวิตได้ดี ด้วยความที่เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน หลากหลาย ถูกสร้างขึ้นผ่านวัตถุดิบ ร่วมกับจิตสำนึกรวมไปถึงจิตใต้สำนึก สิ่งที่ผมกล่าวถึงคืองานจิตรกรรม

ถ้าชีวิตเป็นตัวงานจิตรกรรม สิ่งที่เป็นตัวกำหนดชีวิตหรือความคิดนั้น ย่อมคือสีสันต่างๆ ที่ผสมกันบนถาดสี  ถาดสีที่ดีนั้นควรจะเป็นถาดที่บรรจุเนื้อสีพอสมควร และมีจำนวนสีที่หลากหลายเพียงพอที่จะสะท้อนความต้องการของศิลปินออกมาได้  การที่เนื้อสีมีอยู่น้อยก็เปรียบเหมือนการมีความคิดความอ่านที่สะสมมาน้อย เมื่อถูกสีจากที่อื่นมาปนเปื้อนเข้าก็ย่อมเปลี่ยนสีไปอย่างง่ายดาย การที่เราศึกษาหาความรู้ในเรื่องต่างๆ อย่างลึกซึ้งย่อมทำให้ถูกชักจูงไปตามกระแสต่างๆ ทั้งจากคนอื่นและตัวเองได้ยาก  อย่างไรก็ตาม การสะสมความรู้ความเข้าใจแต่มีขอบเขตเพียงในวงแคบก็เปรียบเหมือนถาดสีที่มีสีอยู่เพียงโทนเดียว หากเปรียบความรู้ทางคณิตศาสตร์เป็นสีเขียว นักคณิตศาสตร์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากๆ ก็จะสามารถสร้างสรรค์งานจิตรกรรมสีเขียวต่างๆ ของต้นไม้โดยเจาะละเอียดจนเห็นทุกเส้นใยของสีใบไม้ทุกใบในป่า แต่อาจไม่สามารถสะท้อนความงามใต้ท้องทะเลหรือสีสันอันหลากหลายของปลาตัวเล็กมากกมายที่มีอยู่ คนที่มีสีสันให้เลือกระบายมากเท่านั้นจึงจะเป็นผู้สะท้อนความจริงที่หลากหลายออกมาได้

เราทุกคนล้วนมีความต้องการพื้นฐานต่างๆ ที่เป็นแรงขับให้เรากระทำสิ่งต่างๆ  ในทำนองเดียวกับศิลปินที่มีแรงบันดาลใจที่จะต้องระบายสีออกมา ผลงานชีวิตที่ออกมาจะมีคุณภาพเพียงใดส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับสีมีมีอยู่ในถาดหรือความคิดนั้นเอง  มีผู้กล่าวว่างานศิลปะที่ดีคืองานที่จรรโลงใจของผู้ชม ผมเชื่อว่าชีวิตที่ดีคือชีวิตที่จรรโลงสังคมให้ดีขึ้นเช่นกัน

งานศิลปะที่ดีนั้นมีจุดร่วมที่สามารถสรุปออกมาเป็นหลักการหลวมๆ ได้ เช่น ต้องมีสมดุล มีจุดเด่นที่ดึงสายตา มีความเรียบง่ายพอให้คนดูไม่สับสน และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีแก่นความคิดที่ดีที่จะสื่อออกมา ชีวิตที่ดีก็เช่นกัน นั้นคือต้องดูแลรักษาสมดุลในแง่ต่างๆ ของชีวิต เช่นเรื่องครอบครัวและการทำงาน ไม่ทำให้สังคมเดือดร้อน และพยายามสื่อสารความคิดที่ดีให้กับสังคม โดยจะทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าเป็นคนที่มีชื่อเสียงเป็นจุดสนใจ

อย่างไรก็ดี หลักการของงานศิลปะที่ดีนั้น ไม่ใช่สูตรสำเร็จในการสร้างงานศิลปะ ยังมีรูปแบบมากมายไม่จำกัดที่สามารถสร้างสรรค์งานที่แม้จะหลุดจากหลักการที่เคยมียังคงความน่าทึ่ง ผมนึกถึงผลงานของปิกัสโซและผมเชื่อว่าศิลปินสิทธิ์เต็มที่ที่จะระบายภาพใดๆ ลงในผืนผ้าของตัวเอง ชีวิตของคนแต่ละคนสามารถมีสมดุลในระดับที่ต่างกันไปหรือบางคนก็ไม่ต้องการมีชื่อเสียง แม้ผมคิดว่าการสื่อสารความคิดที่ดีให้กับสังคมเป็นเรื่องที่ดี แต่การสร้างสูตรสำเร็จตามความเชื่อของตัวเองแล้วบังคับให้สังคมยึดตามนั้นทำให้สังคมขาดความหลากหลาย เพราะขาดการพยายามคิดสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ๆ ที่ดีกว่า

งานศิลปะใดๆ แม้จะมีวัตถุดิบหรือความรู้ความคิดที่เพรียบพร้อม แต่ก็ยังออกมาเป็นงานที่ดีไม่ได้ถ้าขาดการวางแผนและความเชี่ยวชาญ ซึ่งคือการใช้จิตสำนึกและจิตใต้สำนึกในการทำงาน  งานจิตรกรรมที่ขาดการวางแผนวางองค์ประกอบย่อมเป็นงานที่ไม่สมดุลหรือาจสื่อความคิดได้น้อย เราสามารถเห็นการวางแผนที่ชัดเจนได้ผ่านงานแนวมินิมอลลิซึ่ม อย่างไรก็ตามการวางแผนในทุกลายเส้นที่จะวาดนั้นย่อมเปลืองเวลาและพลังงาน การมีความเชี่ยวชาญหรือใช้จิตใต้สำนึกในการทำงานไปโดยอัติโนมัติจึงเป็นสิ่งจำเป็น เช่นเดียวกันกับชีวิตที่นอกจากควรมีความคิดความอ่านที่ลึกซึ้ง ยังควรมีสติรู้ตัวว่ากำลังอยู่ในสถานะใดและจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร และยังจำเป็นต้องฝึกทักษะในแง่ต่างๆ ให้เชี่ยวชาญเผื่อให้สามารถทำงานได้รวดเร็ว กระนั้นบางครั้งความเชี่ยวชาญก็ทำให้เราเผลอทำตามความเคยชินจนต้องตามแก้ เราจึงต้องหาสมดุลระหว่างการวางแผนและความเชี่ยวชาญ

เท่าที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นความพยายามมองชีวิตผ่านกรอบของงานจิตรกรรม แต่โดยส่วนตัวนั้นผมเชื่อว่าชีวิตก็คือชีวิต เราไม่สามารถแสดงโลกที่เป็นรูปทรง 3 มิติมาเป็นบนผืนผ้า 2 มิติให้ครบทุกแง่มุมฉันใด การฉายภาพชีวิตลงบนงานจิตรกรรมย่อมไม่สมบูรณ์ฉันนั้น

update: แนวคิดเรื่องผสมสีนั้นที่จริงผมได้เคยเขียนไว้ตั้งแต่เอนทรี่ผสมสีความคิดครับ มันเป็นแนวคิดจากป่านนั้นเองครับ ตอนนั้นกำลังคิดเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้วพอได้อ่านงานของป่านก็รู้สึกปิ๊งขึ้นมาเลยแล้วก็เก็บไว้ในใจมาตลอด

โลกนี้ดีกว่าที่เรามอง

พอเห็นใครดูแย่กว่าเรา เราก็จะประเมินเขาต่ำกว่าความเป็นจริง
พอเห็นใครดูเก่งกว่าเรา เราก็จะประเมินเขาต่ำกว่าความเป็นจริง

ผม”เชื่อเอา”ว่าคนเราเป็นแบบนี้อ่ะครับ

ที่คิดแบบประโยคแรกเพราะ เห็นว่าคนเราเวลามองคนติดยา สูบบุหรี่ หรือเจ้าชู้  ถ้าตัวเองไม่มีประสบการณ์นั้นมาก่อนจะมองว่าคนที่ทำนี่แย่มากทำเข้าไปได้ยังไง ทั้งที่จริงๆ ระยะห่างของการทำ/ไม่ทำนั้นมันก็สั้นๆ ก้าวเข้าไปลองแล้วจะรู้ว่า อืม… คนที่ทำกับไม่ทำนั้นต่างกันด้วย กำแพงที่คนไม่ทำนั้นสร้างขึ้นมาเอง (ติดยาสูบบุหรี่ เป็นตัวอย่างที่คนค่อนข้างมองแบบเดียวกัน  แต่มันยังมีเรื่องที่ก่ำกึ่ง บางคนมองว่าดี บางคนว่าไม่ แล้วก็มาเหยียดกันเอง ทั้งในแง่ศีลธรรมหรือการเมือง)

ที่คิดแบบประโยคหลัง ส่วนหนึ่งก็ชัดเจนขึ้นหลังจากที่ฟังพี่ป๊อกพูดเรื่อง Dunning-Kruger effect ใน ComKUCamp คำพูดที่ว่า “Incompetent individuals tend to overestimate their own level of skill.” สำหรับผมมันก็กลายๆ ได้ว่า เรามองคนที่เก่งกว่าเรามากๆ ว่าไม่ได้ต่างจากเราขนาดนั้น   …อีกส่วนหนึ่งที่คิดแบบนี้นั้นเป็นความเชื่อในลักษณะเดียวกันตั้งแต่ตอนเล่นโกะแค่มันไม่ค่อยชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ถ้าคนเราเป็นแบบนี้จริงๆ ความจริงเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแย่หรือเรื่องดี ข้างใดข้างหนึ่ง

พูดถึงฝั่งแรก เรื่องแย่ที่ชัดเจนอยู่ก็คือ คนเราอาจจะเข้าใจกันผิดๆ พอมองคนที่ระดับต่ำกว่าเรา เราจะมองเขาห่างจากเรามาก จนเราไม่พยายามเข้าใจเลย  พอมองคนที่ระดับสูงกว่าเรา เราจะมองว่าเขาอยู่ในระดับใกล้กับเรา อาจจะเอาวิธีคิดที่เราคิดไม่ถึงมา oversimplify ให้เราเข้าใจได้

แต่มันก็มีเรื่องดีเหมือนกัน เพราะมันทำให้เราจะตัดสินใจพุ่งขึ้นไปเพราะคิดว่าข้างบนอยู่ไม่ไกล และไม่ยอมลดระดับเพราะคิดว่ามันต่างจากเรามากมาย ก็ยังดีครับ มันทำให้แต่ละคนมุ่งพัฒนา (เพียงแต่มันไม่ใช่มุ่งร่วมมือกันพัฒนา)

ลองวิเคราะห์ดู ที่เรามองโลกแบบนี้ก็เพราะว่าเราต้องการมี seft-esteem (ขั้นที่ 4 ใน Maslow’s Law) การที่คนเรานั้นไม่มีเรื่องให้เรานับถือตัวเองขึ้น ทางเดียวที่ทำได้อาจจะเป็นลดระดับทั้งโลกลง

ในทางกลับกัน ถ้าเราพอจะมี seft-esteem อยู่จากแหล่งอื่น เราก็คงจะมองทะลุภาพลวงตานี้ได้ แล้วก็จะมองเห็นความเก่งกาจที่หลากหลายเต็มไปหมด เลิกมองว่าคนในโลกมันแย่เหลือเกินเพราะเราก็ไม่ต่างจากเขาเท่าไหร่ แล้วก็เริ่มอยากร่วมมือกับโลกแล้วสร้างสรรค์อะไรที่ดีขึ้นมา 🙂

ฟังความอ่อนแอ

การวาดภาพ การเล่นดนตรี การแต่งกลอน
สำหรับผมที่อาจไม่ได้ทำอะไรพวกนี้ได้ดีเด่นสักเท่าไหร่
จุดร่วมการทำงานพวกนี้ ที่ผมชอบอย่างนึงก็คือ
มันเป็นช่วงเวลาที่ได้นั่งฟังความรู้สึกต่างๆ มันถ่ายทอดตัวเองออกมา
จากสิ่งที่ไม่มีตัวตน กลายเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมขึ้นนิดหน่อย
ผมว่าสิ่งที่กลอนครั้งนี้จะถ่ายทอด
ก็คงคือ
เศษเสี้ยวหนึ่งของรูปธรรม
ของความอ่อนแอ

อยากให้เธอปลอบใจ
กอดเธอไว้ให้หายเหงา
รอบตัวมีเพียงเงา
ที่ไอเศร้าลอยระเหย

ฉันรู้มีเพียงฉัน
ทุกทุกวันที่ผ่านเลย
ซึมซึม ณ อกเอย
คล้ายเฉยเฉยจริงอ่อนแอ

ฉันเข้าใจว่าฉันไหลล่องลอย
กลางกระแสฟองฝอยของความหวัง
แลความเห็นแก่ตัวความชิงชัง
แม้ได้ยินไม่เคยฟังโอ้คนเรา

โอ้ฉันเอยเคยไหมฟังผู้คน
ที่ดิ้นรนและสับสนและยึดเสา
มัวคิดว่าเข้าใจกลายเป็นเรา
ที่ไม่ฟังใครเขาเลยสักคน

อันชีวิตยิ่งคิดยิ่งไม่เห็น
คิดไม่เป็นภาพที่เห็นยิ่งสับสน
คิดเป็นแล้วจึงรู้ให้เพียงรู้ตน
เมื่อรู้ทุกข์ว่าคือตนคงจบเอย

อะไรอยู่ในใจ

อะไรอยู่ในใจ    ฉันหาไม่รู้ตัวเอง
ครวญคิดจิตครื้นเครง    เพียรกระจ่างซึ่งสิ่งสรรพ์

คืนวันฉันค้นหา    เว้นเพียงว่าที่ใจฉัน
อาจบางทีคืนวัน    จะกร่อนฉันจนกลวงเปล่า

มองโลกด้วยตอนนี้    รู้สึกดีคล้ายดวงดาว
กลับยามอารมณ์เร้า    จนคล้ายเห็นเพียงฟ้าดำ

มองใจที่โอนเอน    ควรทำเช่นใดโอ้กรรม
เพื่อรู้ทันใจทำ    เพื่อกระจ่างซึ่งตัวเอง

ทำไมรู้สึก

จินนี่ : ทำไมคนตายแล้วต้องเสียใจ เสียใจเพราะอะไร…
จินนี่ : เราเสียใจที่ไม่ได้เจอกันอีกแล้ว หรือเพราะอะไรอีกอะ

อิ๊ก : ไม่ที่พึ่งทางตรงก็ทางอ้อมอะ
อิ๊ก : ถ้าไม่ใช่ที่พึ่งพา คนเราก็คงไม่เสียใจเท่าไหร่
อิ๊ก : มันจะเป็นความคิดแบบอุดมคติมากกว่า
อิ๊ก : แบบเวลาดู nuclear ลงแล้วหดหู่ที่คนตายเยอะ
อิ๊ก : (ที่จริงที่คนรู้สึกแย่ ก็อาจจะเพราะคิดอยู่ว่า ถ้าตัวเองโดนแบบนี้แล้วก็แย่เลย เลยรู้สึกแย่)

จินนี่ : อืมม… ความเศร้าเสียใจมีเหตุผล
จินนี่ : แล้วความเกลียดกับความรักมีเหตุผลเปล่านะ

อิ๊ก : เราว่าทุกความรู้สึกมีเหตุผล(คืออธิบายที่มาที่ไปได้)หมดแหล่ะ
อิ๊ก :
เมื่องั้นธรรมชาติคงไม่พัฒนามันขึ้นมาหรอก
อิ๊ก :
แต่ถึงงั้น.. เราไม่จำเป็นต้อง ไม่อิน กับความรู้สึกของเรา
อิ๊ก : (อย่างความรักเงี้ย) เพราะเรารู้สึกจริงๆ
อิ๊ก : ความมีที่มาที่ไปมันพัฒนาไปให้เป็นความรู้สึกอัติโนมัติแล้ว
อิ๊ก : หรือความเสียใจ ความเกลียด จะทำให้หายไปด้วยเหตุผลก็ยาก
อิ๊ก : ความรู้สึกมันต้องลบด้วยความรู้สึก

ก็เป็นบทสนทนาที่ดูคมดีครับ ฮา… ประเด็นที่จะบอกก็คือ ผมเชื่อว่าทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นมานั้น
สามารถอธิบายได้ด้วยการเพิ่มอัตราการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์เสมอ

มีความรู้สึกอะไรบ้างไหม ที่อธิบายด้วยเหตุผลนี้ไม่ได้… ช่วยบอกมาหน่อยสิครับ

โคตรรู้สึกว่า โลกของเรามีความหวัง

เพิ่งอ่าน คนชายขอบ จบไปอีกคน
ทุกๆครั้งที่อ่าน ก็จะรู้สึก มีความหวัง สำหรับโลกที่เป็นอุดมคติทุกครั้ง
มันมี model มากมายจริงๆ ครับ ที่มนุษย์เราจะสามารถทำสิ่งดีๆ ให้กันได้ โดยไม่ต้องมาคำนึงถึงการแข่งขันทางเศรษฐกิตแค่มิติเดียว

ผมคิดว่า โลกเรากำลัง ดำเนินมาถึงช่วงเวลาที่ เราจะเริ่มทำอะไรซักอย่าง หลังจากเพิ่งรู้สึกตัวถึงความโหดร้ายของ การมองแต่ด้านเศรษฐกิจด้านเดียว

ท่ามกลางเสียงบ่นว่าโลกมันแย่ คนเดี๋ยวนี้มันเลวลงๆ ทุกที
ผมกลับรู้สึกว่าผมกำลังเห็นแต่อะไรดีๆ กำลังเกิดขึ้นๆ ที่จะทำให้โลกมันโคตรน่าอยู่
อย่างที่บอก ผมพบว่ามี model องค์กรมากมายที่ช่วยลดความไม่เสมอภาคด้านต่างๆ อย่างมีความคิดสร้างสรรค์ มันน่าสนุก มันเจ๋ง มันเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันที่สำเร็จอย่างงดงาม (ลองไปอ่านใน คนชายขอบ ดูเอง)

ผมได้รู้ว่า มีคนอย่าง บิล เกตต์ ที่ตั้งมูลนิธิสุดยอดขึ้นมา ที่ตั้งใจช่วยเหลือด้านสุขภาพคนด้อยโอกาสที่มีอยู่ทั่วโลก (และคนดีๆ อื่นๆ อีกมาก)
หรือ โปรแกรม Open Source มันเป็นอะไรที่สุดยอดมากๆ ครับ มันเป็นการร่วมมือกันฟรีๆ ของสมองของคนเก่งมากมาย
หรือ wikipadia ที่กลายเป็นสารานุกรมที่เจ๋งที่สุดในโลกไปแล้ว

คนเราไม่แล้งน้ำใจหรอกครับ ผมว่า
น้ำใจมันมีอยู่เต็มไปหมดเพียงแค่ต้องการ “ทาง” สำหรับมอบให้ และขณะนี้ “ทาง” กำลังเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น และอย่างประสิทธิภาพ ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวมาถึงในขณะนี้

เมื่อวานผมบันทึกในไดอารี่ไว้ว่า ชีวิตนั้นก็เปรียบได้เหมือนเล่นเกม
บางคนเล่นเพื่อชนะ บางคนเล่นเพื่อเก็บค่าประสบการณ์ให้เยอะที่สุด บางคนเล่นเพื่อแค่ให้อารมณ์ดีมีความสุข
และบางคนก็พบว่า ที่เล่นมาตลอดมันไม่ได้มีสาระใดๆ เลย

ที่จริง แม้ผมก็รู้สึกว่ามันก็ไร้สาระจริงๆ
แต่เวลาไปเจอว่า มันมีคนตั้งเยอะที่ถูกโกงอยู่จนย่ำแย่ ถ้าเราได้ใช้เวลาที่มีอยู่ของเรามาช่วยเค้า(ที่ถูกบังคับให้เล่นเกมนี้)สักหน่อย เราไม่อยากทนดูอีกต่อไป
มันก็อาจจะทำให้เรารู้สึกว่าใน ช่วงเวลาชีวิตสั้นๆ ที่ดูเหมือนไม่มีความหมายนี้ มีความหมายขึ้นมานิดนึง

ปล. มุมมองความรักจาก นิยายรักที่ดำมืดที่สุด ของอาจารย์มะนาว โดน!

เรื่อยๆ ช่วงปิดเทอม

ผมจะทำอย่างไรให้มีชีวิตที่สมดุล
บางครั้งผมรู้สึกว่า ที่กำลังทำอยู่นี่ มันเสียเวลา ไม่คุ้มค่าถ้าเอาความสามารถที่มีอยู่ไปทำอย่างอื่นอาจจะคุ้มกว่านี้
บางครั้งผมรู้สึกว่า สำคัญคือตอนนี้เรามีความสุขดีมากกว่านะ
บางครั้งผมคิดว่า เราอาจไม่จำเป็นต้องคิดมากกับชีวิตที่แสนสั้นนี้
ในทางตรงข้าม บางครั้งผมคิดว่า ที่ทำอยู่มันคุ้มแล้วกับการลับความสามารถ หรือบางครั้งรู้สึกมีความทุกข์ และบางครั้งก็คิดว่า เราต้องคิดมากกับชีวิตซะหน่อยนะ
เฮ้อ.. เป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย
การจะหา ความสมดุล ให้ชีวิจนั้นมันยากเย็น แม้ถ้าอยากเท่ก็แค่บอกว่า สมดุลที่อยู่ใจเรา ก็จบ ฮา…

การได้เข้าค่าย JSTP เป็นประสบการณ์ที่ดี ได้พบคนหลายๆคนที่เป็นคนที่มีไอเดียด้านการทดลองวิทยาศาสตร์ ที่อยากจะทำ
การคัดคนเข้าโครงการนี้ คือการสัมภาษณ์เท่านั้นเอง ซึ่งก็เจ๋งดีนะ คือดูที่ความคิดเอา
แต่ก็อาจจะมีช่องโหว่ของการคัดเลือกก็คือ คนที่เข้ามาบางคน ก็คือคนที่เป็นแต่โม้แบบฉะฉาน โดยที่สมองไม่ได้บรรจุอะไรซักเท่าไหร่ (อาจคือผม)
กิจกรรมในค่ายนี้ เหมือนไปพักผ่อนหย่อนใจ มีอาหารอุดมสมบูรณ์ สบายใจอ้วน

นอกจากนี้ก็มี ขบวนค่าย Cubic ทั้งหลาย
สำหรับ Cubic-O 2nd นี้ แม้ซ้อนทับกับเวลาค่าย JSTP แต่ทุกอย่างก็ยังอำนวยให้ผมสามารถเข้าไปช่วยนิดช่วยหน่อยได้
ประทับใจนะ ค่ายนี้ สำหรับเด็กคอม และเด็กฟิ(ม.ต้น)ที่ผมได้ไปสอนฟิสิกส์นิดนิด และโม้มากมาก
สำหรับค่าย ICT Fun Camp 4th เป็นค่ายที่ผมมีความสุขมาก เพราะว่าได้ทำอะไรในสิ่งใหม่ๆ ทั้งอัจฉริยะข้ามวัน สอนเกร็ดIT ระบบแลกรางวัลRoute Card และกิจกรรมเข้ารหัสรัก.. ปักหัวใจ แค่นึกก็รู้สึกดีที่ได้สร้างสรรค์อะไรขึ้นมาแล้ะ
ตอนนี้ I want ทำ MV หรือหนังสั้นสุดๆเลย ใครมาอ่านแล้วอยากบ้าทำด้วยบอกเลยนะ I WANT!! ครับ

ปล. เลิกรับ a day แล้ะ เพราะคอลัมน์ที่ติดตามมีแค่ โลกจิต ของแทนไทเท่านั้นเอง สมัคร way แทนดีกว่า
ปล.2 การคิดถึงใครทุกๆ นาที มีอยู่จริงแฮะ