จำนวนตรรกยะ แปลผิด?

เมื่อวันพุธนั่งเรียน theory of computation กับอาจารย์มะนาว แล้วก็มีการพูดถึงเรื่องจำนวนตรรกยะ

บางคงจะจำได้ว่า จำนวนตรรกยะ คือจำนวนที่เขียนอยู่ในรูปเศษส่วนได้ เช่น 0.4 เขียนเป็น 2/5 ได้แสดงว่าใช่
(ตัวอย่างจำนวนที่เป็น ไม่ตรรกยะ เช่น เป็นรากที่ 2 ของ 3 จำนวนนี้เขียนเป็นรูปเศษส่วนไม่ได้)

ผมคิดว่า ถ้าไม่บอกความหมาย จะต้องมีหลายคนที่ลืมไปแล้วามันคืออะไร จำนวนตรรกยะ…
ที่จำไม่ได้เพราะว่า ชื่อมันไม่สื่อความหมาย ตรรกยะกับเศษส่วน ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันเท่าใด

แต่ผมเชื่อว่า ฝรั่งจะต้องจำได้มากกว่าคนไทยแน่นอน
ถ้าเรามาดูชื่อจำนวนตรรกยะภาษาอังกฤษคือ Rational Number จะเห็นได้ว่าคำว่า Ratio แปลว่าสัดส่วน คำว่า nal นำมาต่อท้ายเพื่อให้เป็นคำขยาย Number

อย่างไรก็ตาม Rational มีความหมายว่า มีเหตุผลด้วย
อาจารย์มะนาวให้ข้อสังเกตไว้ก็คือ คนแปลอาจจะเข้าใจผิด แปลผิด แล้วทุกคนก็ใช้มาตลอด

ทุกครั้งที่เราต้องเรียนและพูดว่า Rational Number ว่าจำนวนตรรกยะ เราก็จะขำๆ กัน สินะ?
ตั้งแต่รู้เรื่องนี้ ผมก็รู้สึกขำจริงๆ แฮะ ฮ่าๆ

พูดอะไรไม่รู้เรื่อง

ผมไม่เข้าใจมานานมากว่า ทำไมเราจะต้องสวดมนต์ด้วยภาษาที่เราฟังไม่เคยรู้เรื่อง
และถือเอาถ้อยคำที่เราฟังไม่รู้เรื่องนี้เป็นสิ่งที่สลักสำคัญเอาการ ห้ามทำเป็นเล่นนะ เดี๋ยวโดนดี!

วันนี้ผมไปทำบุญที่ที่พักสงฆ์เนื่องด้วยครบวันตาย 100 วันของคุณตาครับ
อากาศและบรรยากาศที่นั้นเย็นสบายและร่มรื่นดีทำให้นึกถึงภาพวัดชลฯ ตอนสมัยได้ไปเป็น ลูกศิษย์เณรเอ็ก (พี่ของผมเอง)
บรรยากาศแบบนี้พอบวกกับได้เห็นพระแล้วทำให้รู้สึกอยากนั่งสมาธิดูสักตั้งครับ มันคงจะสงบและเย็นสบายดี
เป็นความรู้สึกดีๆ

แต่พอถึงเวลาพระสวดและให้เราสวดตามทีไร ผมจะรู้สึกเบื่อ และหงุดหงิดนิดๆ ทุกที ..ทำไมเราจะต้องพูดตามด้วยเนี่ย พูดอะไรก็ไม่รู้
ทุกคนในที่นั้นพูดตามกันหมด โดยที่ไม่รู้ว่ากำลังพูดอะไรอยู่กันอย่างพร้อมเพรียงโดยดุษฎี

ok ในกรณีงานครั้งนี้ อาจจะรู้ได้ว่าทั้งหมดที่ร่ายมาแปลได้ประมาณว่า ฉันเอาอาหารมาให้ฉันด้วยความบริสุทธิ์ใจ ขอให้ฉันความสุขความเจริญนะ
แต่ยังมีโอกาสอื่นๆ อีกมากๆ ที่ผมเคยต้องพูดตามยาวเป็นบ้า โดยไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย
หรือแม้ไม่ต้องพูดเอง แต่เป็นไปฟังพระสวดอะไรมาก็ไม่รู้ ไม่จบสิ้น อย่างงานศพ ก็ทำให้ผมรู้สึกสุดหงุดหงิดและง่วงสุดยิด

ผมสงสัยว่ามันได้ประโยชน์อะไร ทำไมทางศาสนาไม่แปลออกมาให้มีความหมายเข้าใจได้ แบบนี้สิ่งที่คุณสวดให้ผมฟังหรือให้ผมสวดตาม มันจะได้กล่อมเกลาจิตใจยังไงกันนะ นอกจากสักแต่พูดตามกันไป (หรือให้รู้จักอดทนในการต้องพูดตามในอะไรก็ไม่รู้นานๆ ก็พอ)

เป็นการตัดโอกาส ..คำแปลของบทสวดนั้น ผมคิดว่าน่าจะมีความหมายที่ดี ซึ่งถ้าใครมีโอกาสได้สวดหรือได้ฟังก็คง ได้ซึมซับสารเหล่านั้นเข้าไป
บางครั้งความหงุดหงิดก็พาลให้ผมสงสัยต่อไปว่า แล้วตัวพระสงฆ์เองหล่ะ เข้าใจสิ่งที่กำลังสวดอยู่หรือเปล่านะ
ถ้าไม่ ..มันคงเป็นพิธีกรรมที่ตลกน่าดูนะครับ ต่างฝ่ายต่างไม่มีอะไรอยู่ในหัว แค่มาต้องทำตามประเพณี และบอกกับคนอื่นว่า ที่กำลังทำอยู่นี้มันสำคัญมากนะ ..กลายเป็นพิธีกรรมที่ไม่ได้มีความหมายใดๆ ในแง่จิตใจ เพียงแค่ทำไปเพราะเป็นสิ่งเดียวนอกจากในบัตรประชาชนที่บ่งบอกให้คนอื่นรู้ว่า ตัวเองคือชาวพุทธ

ที่เอามาเขียนลงตรง ณ ที่นี้ ประเด็นหลักไม่ใช่ด้วยความหงุดหงิดอันสะสม
หากเป็นเพราะว่า ผมอยากรู้ว่าคนทั้งประเทศของเราจะต้องทำแบบนี้ต่อไปอีกนานไหม และจะดีกว่าไหมถ้ามีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
ถามตัวเราเองที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆมาตั้งแต่เด็ก และสวดมนต์มามากมายนักต่อนักกับชาวต่างชาติที่ไม่เคยประกอบพิธีกรรมใดๆ แต่ศึกษาและเข้าใจปรัชญาพุทธ …แบบไหน คือชาวพุทธกัน

ผมเชื่อว่าการที่เราให้ความศักดิ์สิทธิ์กับบทสวดไม่รู้ความหมายและปลูกฝังเช่นนี้มาตั้งแต่เด็กนั้น เป็นรากฐานของนิสัยคนไทย ที่ยอมเชื่อในสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ง่าย และงมงายในที่สุด

ปล. บรรยากาศสุดแออัดของการ”แย่งบุญ”กัน ในวัดดังๆ ระหว่างช่วงเทศกาล ก็เป็นเรื่องอีกที่น่าเศร้าสำหรับศาสนาพุทธในประเทศไทย ในความเห็นของผม