Feeds:
Posts
Comments

ผมทำบล็อกใหม่ขึ้นมานั้นคือ sumpus.wordpress.com
มาจากคำว่า สัมผัส นั้นเองครับ
เพื่อเอาไว้ใส่กลอนหรือเพลงที่แต่งโดยเฉพาะครับ

ติดตามกันได้นะครับ :D

การวาดภาพ การเล่นดนตรี การแต่งกลอน
สำหรับผมที่อาจไม่ได้ทำอะไรพวกนี้ได้ดีเด่นสักเท่าไหร่
จุดร่วมการทำงานพวกนี้ ที่ผมชอบอย่างนึงก็คือ
มันเป็นช่วงเวลาที่ได้นั่งฟังความรู้สึกต่างๆ มันถ่ายทอดตัวเองออกมา
จากสิ่งที่ไม่มีตัวตน กลายเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมขึ้นนิดหน่อย
ผมว่าสิ่งที่กลอนครั้งนี้จะถ่ายทอด
ก็คงคือ
เศษเสี้ยวหนึ่งของรูปธรรม
ของความอ่อนแอ

อยากให้เธอปลอบใจ
กอดเธอไว้ให้หายเหงา
รอบตัวมีเพียงเงา
ที่ไอเศร้าลอยระเหย

ฉันรู้มีเพียงฉัน
ทุกทุกวันที่ผ่านเลย
ซึมซึม ณ อกเอย
คล้ายเฉยเฉยจริงอ่อนแอ

ฉันเข้าใจว่าฉันไหลล่องลอย
กลางกระแสฟองฝอยของความหวัง
แลความเห็นแก่ตัวความชิงชัง
แม้ได้ยินไม่เคยฟังโอ้คนเรา

โอ้ฉันเอยเคยไหมฟังผู้คน
ที่ดิ้นรนและสับสนและยึดเสา
มัวคิดว่าเข้าใจกลายเป็นเรา
ที่ไม่ฟังใครเขาเลยสักคน

อันชีวิตยิ่งคิดยิ่งไม่เห็น
คิดไม่เป็นภาพที่เห็นยิ่งสับสน
คิดเป็นแล้วจึงรู้ให้เพียงรู้ตน
เมื่อรู้ทุกข์ว่าคือตนคงจบเอย

คิดอะไรเล่นๆ ตอนตื่นวันนี้ (เหมือนเช้าแต่จริงๆคือ เที่ยงแล้ว)
เกี่ยวกับสิ่งที่เล็กที่สุด กับสิ่งที่ใหญ่ที่สุด

สิ่งที่เล็กที่สุดนั้นไม่มีรูปร่าง เพราะถ้ามีรูปร่าง ส่วนของรูปร่างนั้นต้องเล็กกว่า
แต่อะไรที่จะบอกว่าใหญ่หรือเล็กได้นั้นต้องมีรูปร่าง
เพราะฉะนั้น สิ่งที่เล็กที่สุด นั้นไม่มี

เราไม่มีทางแยกออกจากสิ่งที่ใหญ่ที่สุดได้
เพราะถ้าแยกได้ สิ่งที่มาครอบเราและสิ่งที่ใหญ่ที่สุดเข้าด้วยกันต้องใหญ่กว่า
เพราะฉะนั้น เรา… (หมายถึง ผม ทุกคน อากาศ แมลงสาบ ต้นไม้ พระเจ้า) คือสิ่งที่ใหญ่ที่สุด

พูดถึงไอเดียของสิ่งที่ใหญ่ที่สุดต่อสักหน่อย
ในทำนองเดียวกัน ถ้าเรามองเวลาและทางเลือกเป็นมิติไม่ต่างจาก space ธรรมดา
สิ่งที่ใหญ่ที่สุดในทุก space ก็คือ “เรา” อยู่ดี

ดูยิ่งใหญ่ดีเน่อะ

scanf 102

ในการเขียนโปรแกรมแนวคอมโอ เมื่อเขียนด้วยภาษา C จะมีโจทย์บางแบบ ที่ถ้าเรา scanf ดีๆ แล้วจะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นมาก เพราะถ้าเราเอา C มาจัดการ string ชีวิตจะเศร้าลงทันที

วันนี้ผมนั่งทำโจทย์ Tree summing ใน uva แล้วหาวิธีการ scanf แนวที่ให้มัน check คล้ายๆ regular expression แล้วก็ไม่เจอข้อมูลเป็นชิ้นเป็นอัน (หรือหาไม่ดีเองหว่า?)  เลยพยายามนั่งทำแล้วรวบรวมมาให้ครับ ถือเป็นวิชา scanf 102 ต่อจากวิชา 101 พื้นฐานที่เราใช้รับเลข รับ string กันเป็นอยู่แล้ว

  • scanf(“%[ABC]“,str)
    • คือ scan ไปเรื่อยๆ ตราบที่ยังเจอเฉพาะ A,B,C แล้วเอาใส่ str
  • scanf(“%[^ABC]“,str)
    • คือ scan ไปเรื่อยๆ ตราบที่ “ไม่เจอ” แต่ A,B,C แล้วเอาใส่ str
    • scan ครั้งต่อไปจะเจอ A เป็นตัวแรก
  • การมี * อยู่หน้า [] คือการ scan อะไรที่เข้าเงื่อนไข ทิ้ง
  • ตัวอักษรที่ไม่ได้อยู่ตาม % ก็คือทิ้งเหมือนกัน เจอตัวอะไรก็ ทิ้งตัวนั้น 1 ตัว
  • scanf(“%*[^(]“)
    • คือ ทิ้งทุกตัวจนกว่าจะเจอ วงเล็บเปิด ‘(‘
    • ก่อนหน้านี้ลอง ทิ้งตัวที่อาจจะเจอ เช่น scanf(“%*[\n ]“); แล้วปรากฏว่าไม่ชัวร์เท่าวิธีนี้ครับ
  • scanf(“(%[-0-9]“,str)
    • แปลว่า เอาเครื่องหมาย – และตัวเลข 0-9
    • ความหมายเดียวกับ scanf(“%[-1234567890]“,str);
  • result = scanf(“(%[-1234567890]“,str);  ควรมีตัวแปรเก็บค่า return
    • อาการที่เหมือนว่ามัน scan เอาค่าเดิมเข้าไป (เช่น print ตัวแปรที่รับค่านั้นออกมาซ้ำ) จริงๆ แล้วคือ มัน scan ไม่เข้า
    • อาการนี่ check ได้โดยการ if(result==0) ถ้าเป็น 0 ชัวร์ได้เลยว่า ตัวแปรจะไม่รับค่าใหม่ใดๆ

ตัวอย่าง code นี้จะสามารถอ่าน tree ในแบบในโจทย์ออกมาได้เลย เมื่อเรียก gentree(0) เช่น

input = (5(4(11(7()())(2()()))()) (8(13()())(4()(1()()))))
output = num[0]=5 num[1]=4 num[3]=11 num[7]=7 num[8]=2 num[2]=8 num[5]=13 num[6]=4 num[14]=1

void gentree(int where){
    int num;
    int result;
    scanf("%*[^(]");
    result = scanf("(%d",&num);
    if(result!=0){
        printf("num[%d]=%d ",where,num);
        gentree(where*2+1);
        gentree(where*2+2);
    }
    scanf("%*[^)])");
}

Tree Summing

เกือบอาทิตย์ที่ผ่านมา มีโทรศัพท์มาบอกว่า อยากให้ไปถ้ายโฆษณาให้ที่ SCG เพราะตอนฝึกงานเราไปทำฝายกับเค้า
ผมปฏิเสธไปเพราะว่า งานเยอะ มีโปรเจค 2 งานซ้อนกันอยู่
ซักพักก็มีพี่อีกคนโทรมาบอกตื้อ บอกว่าเนี่ยเค้าต้องการผมเลยนะ บวกกับบอกค่าตัวมาให้ ผมก็อึ้งๆ เลยตัดสินใจลองดูซักครั้งละกันในชีวิต
ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับการถ่ายโฆษณาครั้งนี้ครับ

พี่คนดูแล

ทีมงาน casting เป็นคนที่ฮามาก
คนนึงเป็นหัวสกินเฮด แว่นหนาเตอะ ไม่ค่อยชอบใส่เสื้อผ้า และเป็นกะเทย
คนนึงเป็นผู้หญิง ถ้าไม่รู้จักอาจนึกว่าเป็นโก๊ะตี๋
พี่เค้าคุยกัน ตลกสุดๆ ทำให้น้องๆ สนุกไปด้วย
และส่วนใหญ่คุยกันแทบไม่เคยพ้นเรื่องเหนือสะดือซักที

เพื่อนนักแสดง

เพื่อนที่ถ่ายมีด้วยกัน 7 คน
ผู้ชาย 5 คน ผู้หญิง 2 คน
ในนี้มีคนหน้าตาดี 1 คน – -”
อยู่จุฬาเรียนวิดวะอุตสาหการ ผมยอมรับว่าเค้าหล่อมาก
มีผู้หญิงอีกคนนึง ยิ้มตลอด เรียนธรณีวิทยา(เพราะได้ทุน chevron)
คนนี้เค้าพาเพื่อนมาอยู่ด้วยเพราะพ่อแม่เป็นห่วง เพื่อนเค้าเสียสละมากเลย มาอยู่เฉยๆ ยอมโดดเรียนตั้งหลายวัน
อีก 4 คนเรียน ม.กรุงเทพ และ เอแบค อย่างละ 2
คู่หู ม.กรุงเทพ เรียนนิเทศน์ ดูเป็นคนที่ผ่านอะไรมาเยอะ หน้าตาบ่งบอก
สามารถต่อมุกเสื่อมๆ กับพี่ casting ได้ฮามาก
แต่ผ่านไป 2 วันก็เริ่มรู้สึกว่า ทำไมพวกนี้มันเล่นกันเสื่อมจริง
มีน้องเอแบคเป็นลูกคุณหนูหน่อยๆ
สรุปว่า แต่ละคนคุยกันโอเคดี แต่คิดว่าหลังถ่ายจบก็ไม่ได้เจอกันและคุยกันอีก

การถ่ายทำ

การมางานครั้งนี้ทำให้ผมได้เห็นการถ่ายทำโฆษณา เป็นครั้งแรกในชีวิต
ผมคิดว่านี้เป็นโปรเจคที่ใหญ่พอสมควร
มีเครนสำหรับแพนกล้องจากที่สูง มีรางดอลลี่คล้ายรางรถไฟสำหรับแพนกล้องไปทางข้างๆ
อุปกรณ์ที่ดูอลังการนี้ ทั้งหมดถูกขนเข้าป่า
ที่ทางเข้ากว้างแค่ 1 คนเดิน
เขาย้ายของกันเก่งจริงๆ
มีทีมงานมากมายประมาณ 40 คน เช่น
คอนวอยหรือคนยกของ
ฝ่ายเครื่องดื่ม คอยทำกาแฟให้คนอื่นๆ (สุดยอดมาก ขนกาน้ำมาต้มในป่า)
ทีมทำควัน คนวัดแสง คนคอยทำเหงื่อปลอม (ตอนเค้ามาทำรู้สึกดีนิดหน่อน เหมือนมีคนดูแลประจำตัวคอยฉีดน้ำให้ อิอิ)
คนที่มีหน้าที่สำคัญๆ ที่เป็นศูนย์กลาง 2 คน ทำหน้าที่คล้ายผู้กำกับ (ผมไม่รู้ว่าจริงๆ คือคนไหน)
คนนึงจะดูแลเรื่องวิธีแพนกล้องเป้นหลัก หลายครั้งถือกล้องถ่ายเอง
อีกคนหนึ่งจะคอยดูภาพที่ออกมาผ่านหน้าจอ ที่ถ่ายออกมาแล้ว แล้ววิจารณ์อารมณ์และท่าทางนักแสดง เพื่อปรับเปลี่ยนต่างๆ คนนี้เป็นที่จริงเคยเป็นนักร้อง ชื่อมาม่าบลู ที่ร้องเพลง “ก็มีแต่ควาย ควาย ควายเท่านั้น…”
ดูเหมือนจะมีผู้ช่วยกำกับ อีกเหมือนกัน ส่วนพี่ฝ่าย casting ก็มีแนะนำใกล้ๆ ในบางครั้ง
ทุกครั้งที่จะเริ่มถ่าย ผู้กำกับจะพูด “ทุกคนเงียบนะครับ ครั้งนี้ถ่ายจริง stand by…   กล้อง…  “   คนถือกล้องจะร้อง “ตื้ด!”  แล้วก็ “action!”
ตอนจบผู้กำกับจะพูด end หรือ cut    จะมีคนวิ่งออกมาถือตัวฉับๆ ขาวดำที่เราเห็นกันในหนัง มาหน้ากล้องแล้วมาว่า end slate
ประมาณนี้… โดยรวม ผมว่านี้เป็นทีมเวิร์กที่เจ๋ง

ระหว่างถ่ายโฆษณานี้ ผมไม่รู้สึกว่าต้วเองเป็นดาราเลย
เพราะนอกจากจะไม่มีบทพูดของตัวเองแล้ว  ยังเหนื่อยมาก
เสียดายเหมือนกันครับตอนแรกมีบทพูดอยู่ แต่อยู่ๆ ลูกค้าก็วิทยุมาหาผู้กำกับบอกว่าให้ตัดบทผมออก ไม่รู้เพราะพูดห่วยหรือเปล่า – -”
ที่เหนื่อยนี้มีสาเหตุหลักอยู่ 2 อย่าง
อย่างแรกทุกคนคงเดาได้ นั้นคือ ผู้กำกับมักจะให้แสดงซ้ำอยู่หลายเทค บางครั้งโอเคเพราะว่าเค้าบอกเหตุผลที่ให้แก้ แต่อีกหลายครั้งไม่รู้เป็นเพราะอะไรผู้กำกับคนนี้ชอบบอกว่า ดีครับๆ ขออีกครั้ง  …เลยไม่รู้ว่าตรูต้องทำอะไร ดีแล้วทำไมไม่เอาฟะ
สาเหตุที่ 2 นี้เป็นสาเหตุหลักอันยิ่งใหญ่ ที่ทำให้ผมไม่ได้รู้สึกว่า ค่าตัวที่ได้มาจะมากมายอะไร
เค้าให้เดินลุยป่า ในระดับความสมบุกสมบันมากกว่าตอนไปทำฝายจริง 8 เท่า
สถานที่ถ่ายทำลึกเข้าไปในป่าเกือบกิโล (พูดถึงก็ต้องนับถือทีมยกของอีกที)
เหล่านักแสดงซึ่งตอนแรกคงคิดว่ามาสบายๆ ต่างต้องเดินขึ้นลงเขา ที่ชันประมาณ 70 องศา ไม่รู้กี่รอบในบางฉาก
มีให้เดินลุยน้ำ ยกซุง ที่จริงมันไม่ลำบากมากนั้น แต่พอต้องมาทำอะไรซ้ำๆ แบบนี้ในสาเหตุข้อแรกทำให้ทำเหนื่อยมากๆ
พูดถึงเดินลุยน้ำ พี่เค้าให้ใส่รองเท้าผ้าใบโดยไม่มีถุงเท้า ทำให้หลังลงน้ำรู้สึกได้ว่ามีเศษอะไรยิบๆ เต็มไปหมดและเท้าชุ่มน้ำเหมือนเดินริมทะเลที่มันตื้นๆ
ระหว่างการเดินทางอันยาวนานผมก็คิดว่า กลัวเท้าเน่าจริง
ถอดรองเท้าออกมาปรากฏ ..เน่าจริง เอ้ย ไม่ใช่! ปรากฏว่าเท้าเหี่ยวแบบทุกอณูเลย

ลำปาง

สถานที่ถ่ายทำนี่ถือว่าชนบทพอสมควรนะผมว่า
ที่โรงเรียน อ.สามขา ในห้องน้ำมีแมลงอะไรก็ไม่รู้ ลักษณะลายๆ มีหนวดเหมือนกุ้งมากๆ ยาวเท่านิ้วผู้ใหญ่ เกาะอยู่ที่กระจก สยอง..
ผมได้เจอตะขาบที่ตัวกว้าง(ไม่รวมขา) เท่านิ้วโป้งผู้ใหญ่ ยาวเท่าแขนเด็กน้อย  สยองมาก…
แม้กระทั้งในเมือง เองก็เล็กๆ ครับ ถนนเล็กๆ รู้สึกเหมือนอยู่ในซอยวิภาวดี 64
มีประสบกาณ์แย่ๆ อย่างหนึ่งคือ ไปกินอาหารในตลาดแล้วมันไม่อร่อยเอามากๆ แต่แพงเหมือนหลอกขายคนเมือง
(ถ้าเป็นคู่หู ม.กรุงเทพ ก็จะบอกว่า ห่วยจนแทบไม่อยากขี้  พี่ก็จะเล่นต่อว่า เป็นเสนียดตูด)

สรุป

ผมว่ามาครั้งนี้ก็ไม่ได้ประทับใจอะไรซักเรื่อง
แต่ได้เปิดประสบการณ์พอสมควร
ทำให้นึกภาพออกมาเวลาเค้าถ่ายทำงานใหญ่ๆ กันมันเป็นยังไง
ได้เจอกลุ่มในแบบที่ไม่คุ้นเคย พูดโน้นพูดนี้ ดูวุ่นวายตลอดเวลา – -” ดูไร้สาระเป็นบ้า แต่ก็ตลกมาก
แต่รู้ตัวเองเลยว่า ถึงจะได้โอกาส จะไม่ย่ำกรายเข้ามาสู่วงการนักแสดงหรือถ่ายภาพนิ่งเด็ดขาด
ต้องเป็นคนที่คอยทำตามคนอื่นพูด ซ้ำไปซ้ำมา มันน่าเบื่อมากๆ ครับ
จริงอยู่ที่มันคงจะมีความท้าทายอยู่ในตัว แต่มันไม่ความท้าทายรูปแบบที่ผมรู้สึกสนุกไปกับมันเลย ตรงกันข้ามผมคิดว่าไปทำโปรแกรมอะไรเจ๋งๆ ขึ้นมาดีกว่า

ข้อสรุปของบันทึกนี้คือ ไม่สนุกแต่ไม่เสียดาย

ปล. แต่คงไม่มีครั้งที่ 2 :P (เพราะได้พอรับรู้ประสบการณ์แล้วไง)
ปล2. พรุ่งนี้จะได้กลับบ้านไปทำงานโปรเจค ที่ค้างเต็มไปหมดแล้วเย่ๆๆๆ

ช่วงเวลาระหว่างที่กำลังแข่งกริด ได้สะท้อนให้ผมเห็นถึงความผิดพลาดของความคิดของตัวเองได้อย่างชัดเจน… ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า…

ตอนนั้นผมคิดว่าผมพบวิธีการปัญหาฟิสิกส์+คอมพิวเตอร์นั้นที่ยอดเยี่ยม พยายามอธิบายไอเดียด้วยความมั่นใจและด้วยเหตุผลสนับสนุน และสุดท้ายก็ต้องพบว่าสิ่งที่ตัวเองคิดมันไม่ครอบคลุม ไม่พอเพียง มันผิดจากสิ่งที่ต้องการ …และเป็นแบบนี้ อยู่ 3 ครั้งใน 2 วัน

ผมไม่ได้ใส่ใจนักกับผลการแข่งขัน แต่ก็เชื่อได้ว่าคงไม่ดีซักเท่าไหร่

สิ่งที่ใส่ใจก็คือว่า แล้วเรื่องความคิดต่างๆ ที่เราเคยสรุปให้ตัวเองเกี่ยวกับการใช้ชีวิตหล่ะ… มันก็คงเป็นไปได้ไม่น้อยเลยที่จะต้องพบว่า เรื่องที่คิดมา.. มันผิด

หลายๆ คนที่อ่านมาคงจะคิดว่า มันไม่มีอะไรผิดอะไรถูกหรอกถ้าเกี่ยวกับเรื่องชีวิต  ใช่เลย ผมเองก็คิดแบบนั้น ผมเองคิดเลยเถิดไปถึงขั้นที่ว่า มันไม่มีอะไรดีหรือไม่ดีเลยซักอย่าง ซึ่งจากที่เป็นความคิดหลังๆ มานี้มันเริ่มรุกลามมาเป็นความรู้สึก จนเริ่มรู้สึกว่าแล้วทุกอย่างที่ทำมาก็ไม่รู้จะทำไปทำไม  คือไม่ว่าจะพัฒนาอะไรไป เราก็ยังรู้สึกทุกข์อยู่ดีจริงๆ ครับ  ผมจะพิสูจน์ทฤษฎีบท หรือจะสร้างโปรแกรมที่มันเพิ่มความสะดวกสบายกับชีวิต หรือจะทำดีทำบ้าอะไร มันก็ไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า…

นั้นคือสิ่งที่คิดครับ

แต่ตอนนี้ผมไม่มั่นใจแล้วว่า ความคิดที่ว่ามันไม่มีอะไรถูกหรือผิด มันถูกหรือเปล่า  และไม่รู้ว่าจะมีทางที่ทำให้เรามั่นใจอะไรได้บ้างหรือเปล่า  หรือบางที่เราคงต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเชื่อ.. (ซึ่งในอีกร้อยปีถัดไปอาจจะกลายเป็นสิ่งที่ไร้สาระที่สุดในปฐพี)

คืนนี้ได้คุยกับอาจารย์มะนาวมาครับ(แต่ไม่ได้คุยตามที่เขียนนี้ทั้งหมดนะครับ) ก็.. รู้สึกมีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตต่อไปมากขึ้น อาจารย์บออกว่ายังไงก็ตามไม่ว่าจะมุ่งหวังว่าจะทำอะไรหรือในตอนหลังจะสรุปได้ว่าสิ่งที่ทำมามันไม่มีความหมายเลย ยังไงตอนนี้ก็ต้องเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองไปก่อนด้วยแน่ๆ เพราะถ้าในเวลาต่อมาเราเกิดสรุปอะไรขึ้นมาได้ เราจะได้มีกำลังทำต่อไป

กลับมาอ่านที่ตัวเองเขียนก็รู้สึกว่า ยังไม่ได้ตรงตามความจริงในใจมากนักแต่ก็ไม่เป็นไรครับ  เอ้อ.. อยากจะถามคนที่เข้ามาอ่านซักหน่อยนะครับว่า 1.เป้าหมายในชีวิตของตัวเองคืออะไรครับหรือจะบอกว่าไม่มีก็ได้  2.ทำไมถึงคิดแบบนั้น ส่วนไหนที่มาจากความเชื่อหรือส่วนไหนที่คิดด้วยเหตุผลมา

ระหว่างนี้ ผมก็จะค่อยๆ คิดไปด้วยเหมือนกัน :)

สไลด์วิชาสัมมนาครับ ตั้งใจทำอยู่นานมาก (กำลังฝึกทำ slide ให้ดีอยู่หน่ะครับ)
ผมทำเพื่อเป็นข้อแนะนำสำหรับคนทำ project จบโดยเฉพาะครับ
แต่ที่จริงก็เหมือนสรุปให้ตัวเองด้วย

UPDATE: สไลด์นี้ได้เป็น Top presentations on SlideShare ด้วยครับ เย่ๆ

Top Presentation of the Day

Top presentations on SlideShare

ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้จะเรียนเรื่องพระพุทธศาสนาในห้องเรียนและนอกห้องเรียนบ้างเล็กน้อย ผมกลับเข้าใจวิธีวิปัสสนาอยู่น้อยมากและส่วนที่เข้าใจก็ยังผิดเพี้ยนไปจากที่ทางที่จะดับความทุกข์อีก  ที่รู้ได้แบบนี้ ก็เพราะหลังอ่านหนังสือเล่มนึงเรื่อง “วิถีแห่งการรู้แจ้ง”

หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมซึ่งยังมีประสบการณ์การเจริญสติน้อยมาก ได้เข้าใจถึงเป้าหมายในการปฏิบัติมากขึ้นมาก

วิธีการอธิบายที่ตรงประเด็นไม่อ้อมค้อมและแบ่งข้อมูลเป็นสัดส่วนและเป็นลำดับขั้นนั้น ผมคิดว่าน่าจะถูกจริตกับคนสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ทักษะที่ได้จากการเจริญสตินั้น ผมคิดว่าเป็นทักษะอย่างนึงที่มีประโยชน์มาก เพราะมันน่าจะทำให้เราสามารถจัดการกับอารมณ์ที่ทำให้เป็นทุกข์ได้เป็นอย่างดี

อยากให้ลองอ่านดูกันครับ

การเจริญสตินั้น จริงอยู่ว่าเราไม่สามารถทำได้ด้วยการอ่าน/ฟัง/คิดได้  เพราะมันต้องรู้สึกถึงประกฏการณ์นั้นเอา  แต่เราย่อมไม่มีทางเริ่มเจริญสติได้เลยถ้าเรายังไม่เข้าใจภาพรวมของแนวทาง มิฉะนั้นถ้าเริ่มด้วยความไม่เข้าใจ ก็ยอ่มไปผิดทางซะเปล่าๆ

หนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีกับคนที่ได้เรียนพระพุทธศาสนาแค่ในห้องเรียนเหมือนผม :P

อารมณ์เราย่อมกัดกินแต่ใจเรา
ทำร้ายเขาย้อนเข้าใจเรากว่า
คงทำได้เพียงเข้าใจซึ่งที่มา
หวังว่าสิ่งที่แบกมาคงดับไป

ผมไม่ค่อยมีไม่มีประสบการณ์การจัดการอารมณ์เท่าไหร่
เซ็งครับ ผมว่าเราอาจไม่ชอบนิสัยของใครได้ แต่เราไม่ควรไม่ชอบคนนั้นไปด้วย
เพราะมันทำให้ความหวังดีที่จะช่วยแก้นิสัยนั้นหมดไป
และความไม่ชอบจะเล่นงานเราให้เซ็งอยู่ฝ่ายเดียว

มารู้ตัวอีกทีก็รู้สึกสนใจ เรื่อง usability มากขึ้นเรื่อยๆ
สนุกดีครับ
ระหว่างการออกแบบ User Interface มันทำให้เราทำความเข้าใจวิธีการรับรู้ของคนเรามากขึ้น

โปรเจคจบจะเป็นอีกงานใหญ่งานนึงที่เป็นแนว Usability

Older Posts »