ประชาธิปไตย เหมาะกับไทยหรือ ?

(ผมได้รับคำถามว่า “ประชาธิปไตยดีก็จริง แต่เหมาะกับประเทศ เหมาะกับคนไทย จริงๆหรอ ?” จึงขอเขียนตอบตามนี้นะครับ)

ถึงที่สุดแล้ว การจะตอบคำถามนี่ได้ มันขึ้นกับว่า
คิดว่า ความ”เหมาะ”กับประเทศ แปลว่าอะไร

ถ้าสิ่งที่เหมาะคือ คนในประเทศสามัคคี รักใคร่กันหมด
ประชาธิปไตยคงไม่ตอบโจทย์
แต่ที่จริงมันไม่มีอะไรตอบโจทย์นี้ได้อยู่แล้ว นอกจากการล้างสมอง
เพราะคนเราย่อมคิดเห็นต่างกัน ชอบอะไรต่างกัน

ถึงอย่างนั้น ผมมีเหตุผล 2 อย่าง ที่ถ้าเชื่อซักอัน
ก็จะพบว่า มันไม่ใช่ว่าประชาธิปไตยเหมาะหรือไม่
แต่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงประชาธิปไตยได้ด้วยซ้ำ


 

1. เหตุผลและความจริง

ทางเดียวของการพัฒนา คือการแก้ปัญหาที่มองเห็น
การมองเห็นปัญหา เกิดขึ้นได้ทางเดียวคือ การตรวจสอบและวิจารณ์

ประชาธิปไตย(ที่เรายังไปไม่ถึง) คือระบอบที่เร่งการ การตรวจสอบวิจารณ์ ที่สุด
คือการมีกลไกให้ “ทุกคน” ได้กำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตัวเอง(และคนอื่น)
เมื่อมีกลไก จึงมีแรงจูงใจ ที่จะตรวจสอบและวิจารณ์

ข้อมูลจากหลายทาง อาจหลากหลายและปนเปคุณภาพ
แต่การตรวจสอบที่มีพลังที่สุด คือการให้ความจริง
และคำวิจารณ์ที่มีน้ำหนักที่สุด คือการใช้เหตุผล

นั้นคือ ถ้าเราเชื่อว่า การตรวจสอบวิจารณ์ด้วยความจริงและเหตุผล คือทางแห่งความพัฒนา
เราไม่มีทางเลือกอื่นเลยนอกจากประชาธิปไตย


 

2. สิทธิความเป็นคน

เป้าหมายของระบอบการปกครอง อาจไม่ใช่เรื่องของความพัฒนาในระดับสังคมอย่างเดียว
มันอาจหมายถึง การมอบสิทธิความเป็นคนในระดับบุคคล ให้กับทุกคน
(เว้นแต่ว่า สองอย่างนี้เป็นสิ่งเดียวกัน 🙂 )

สิทธิความเป็นคนคือ สิ่งที่คนๆ นึงในฐานะมนุษย์พึงมี
ผมไม่มีขอบเขตแน่ชัด แต่มันน่าจะหมายรวมถึง
– โอกาสในการศึกษาหาความรู้
– โอกาสของระบบการรักษาสุขภาพ
– การแสดงความคิดเห็นด้วยเหตุผล ฯลฯ
หลายสิ่งในนี้ตอบได้ด้วยรัฐสวัสดิการ

แต่มีอีกสิ่งหนึ่ง ที่ควรถือเป็นสิทธิของความเป็นคนด้วย
นั้นคือการที่ แม้ว่าเราจะไม่มี ความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือฐานะใดๆ
แต่คำตอบของเราต่อคำถามที่ว่า “อยากให้สังคมเป็นยังไง ?”
ถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกับคำตอบของคนอื่นๆ
ในฐานะของหน่วยๆนึง ที่เท่ากันในสังคม

ประชาธิปไตยมอบสิทธินี่ให้กับทุกคน


ประชาธิปไตย จึงตั้งอยู่บน หลักการที่ให้ความสำคัญกับสองอย่างคือ

1. การตรวจสอบได้
2. สิทธิความเท่าเทียมกัน

แม้ก่อนหน้านี้ ไทยเราจะบอกว่าเป็นประชาธิปไตย เพราะมีการเลือกตั้ง
แต่ถ้าวัดจากหลักการของประชาธิปไตย
– การตรวจสอบได้ (การโกงกิน กฎหมายที่ป้องกันการตรวจสอบเสียเอง ฯลฯ)
– ความเท่าเทียม (สิทธิด้านการศึกษา สุขภาพ เส้นสาย ฯลฯ)
คงต้องบอกว่าเราล้มเหลว

แต่ความล้มเหลวนี้ มันเกิดจากอะไร ?
มันไม่ใช่เพราะ เราเป็นประชาธิปไตย หรือเราไม่เหมาะกับประชาธิปไตย
แต่เป็นเพราะ เรายังไม่สามารถสร้างระบบที่ทำให้ หลักการแห่งประชาธิปไตย เกิดผลขึ้นจริงต่างหาก

Advertisements

สงบงัน งั้นหรือ สงบสุข ?

สงบงัน งั้นหรือ สงบสุข ?
เมื่อข่มรุก คุกคาม ห้ามถามถึง
นี่ฤๅใช่ ชาติไทย ในคำนึง
รักลึกซึ้ง จึงห้ามเอ่ย เจรจา

ดับความคิด อิสระ ดับศักดิ์ศรี
ดับฤดี ดับสร้างสรรค์ ดับปัญหา
ดับความต่าง ดับการสร้าง ดับปัญญา
ปลายทางหน้า พามืด หมองหม่นมัว

ความสงบที่เกิดจากการอำนาจข่มไว้ กับความสงบที่เกิดจากการตกลงร่วมกัน
แม้คล้ายกันในรูปลักษณ์ แต่ต่างกันลับในจุดหมายปลายทาง

หลายวันมานี้ ผมเห็นข่าวนักวิชาการหลายคนโดยเรียกเข้าค่ายทหาร ผมก็ได้แต่สะท้อนใจ
ที่ยังมีคนหลายคนเห็นด้วยการกระทำแบบนี้

แต่ย้อนมองดูก็พอเข้าใจว่า ทำไมคนไทยเราจึงเห็นด้วยกับวิธีการที่เฉียบขาดของทหาร
ก็ตั้งแต่เด็ก เราถูกปลูกฝังว่า “ความสงบเรียบร้อย” คือความดีในตัวมันเอง

อยู่โรงเรียนเราถูกบังคับให้เข้าแถวหน้าเสาธง ตัดผม สวดมนต์ ภูมิใจในความเป็นไทย
ผิดแม้กระทั่งจะตั้งคำถามต่อระเบียบเหล่านี้ จึงย่อมไม่มีวันได้ถกเถียง สรุปข้อตกลงร่วมกันว่าจะอยู่อย่างไรให้มีความสุขร่วมกัน

ในวิชาสังคมเรา ท่องแล้วท่องอีกเป็นสิบปีว่า สังคมไปรอดได้ด้วยผู้นำที่เก่ง เราไม่รู้ประวัติศาสตร์ของสังคมอื่น และย่อมไม่รู้ว่าโครงสร้างความสัมพันธ์อำนาจที่ลงตัวต่างหากที่ทำให้สังคมอยู่ได้

มหาวิทยาลัยสถานที่แห่งปัญญาซึ่งควรได้มาด้วยการแลกเปลี่ยนถกเถียง คือสถานที่หลักของกิจกรรมปลูกฝังให้เราเงียบแล้วทำตามคำสั่งรุ่นพี่โดยพร้อมเพรียง และค่านิยมนี่ย่อมไม่หยุด แม้กระทั้งในวัยทำงาน

ความสงบที่เกิดจากการข่มโดยไม่มีการตกลงร่วมกัน ก็ยังผลคล้ายกับตอนที่อาจารย์คุมแถวไม่อยู่แล้วระเบียบก็สลายลง หรือคล้ายกับตอนที่มีคนระเบิดอารมณ์หลังทนพี่ว๊ากไม่ได้

ความ”สงบ”ที่ปราจกาศการตกลงปลงใจร่วมกัน ความเข้าใจกัน…
ไม่มีทางนำพาสังคมไปสู่ ความ”สงบสุข”ที่ยั่งยืน…

ปล. กลอนด้านบนเป็นกลอนที่น้องคนนึงใจดีช่วยเกลาให้ ผมว่ามันเพราะกว่าที่ผมแต่งไว้(ที่บางวรรคไม่มีสัมผัส) ส่วนข้างล่างนี้คืออันที่ผมแต่งครับ

สงบงัน งั้นหรือ สงบสุข ?
เมื่อข่มรุก คุกคาม ห้ามถามไถ่
คือหวังดี ต่อชาติ อนาถใจ
จงเงียบไป ก็คือไทย สามัคคี ?

ก็อากาศ โดนบีบรัด ยังอัดแน่น
นี่กดทับ ให้ดับแสง ดับศักดิ์ศรี
ข่มสังคม สิ้นสัจจะ สิ้นฤดี
ปลายทางนี้ คงมืดดับ อับปัญญา

คำถามหลักของวิทยาศาสตร์ สู่ คำถามหลักของการเมือง

ถ้าเรามองย้อนกลับไป เพื่ออธิบายถึงเหตุผลของความเจริญก้าวหน้าในวงการวิทยาศาสตร์ที่ผ่านมา
ปัจจัยหลักของปรากฏการณ์นี้ คือการเปลี่ยนคำถามหลักของวิทยาศาสตร์
สิ่งที่นิยามจุดมุ่งหมายของตัววิทยาศาสตร์เอง

เดิม เราเคยถามว่า “ความจริงแท้ของธรรมชาติอยู่ที่ไหน”
(พระเจ้า คัมภีร์ บรรพบุรุษ โลกคณิตศาสตร์ หรือกระทั่งการสังเกตด้วยประสาทสัมผัส)
ในปัจจุบัน เราถาม “เราจะตรวจสอบและแก้ไขความเข้าใจผิดๆ ที่มีอยู่ได้อย่างไร”

คำถามข้อหลังนี้นำไปสู่การตั้งหลักเกณฑ์ขั้นต่ำที่ว่า ทุกทฤษฎีต้องพิสูจน์ว่าผิดได้
และได้สร้างทฤษฎีที่ต้องผ่านการตรวจสอบ ทั้งด้วยการทดลองจริง
และการทดลองทางความคิดด้วยคณิตศาสตร์และเหตุผล

วงการวิทยาศาสตร์ได้เลิกค้นหาทฤษฎีที่ถูกต้องอย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
(เพราะถ้ามีทฤษฎีแบบนั้น เราย่อมไม่สามารถพัฒนาทฤษฎีนั้นต่อไปได้อีก)
แต่เราพยายามค้นหาจุดบกพร่องในทฤษฎีที่มีอยู่ เพื่อความเข้าใจที่กว้าง ลึกซึ้ง และถูกต้องมากขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างไม่สิ้นสุด

ประเด็นหลักที่ผมเขียนข้อความนี้ขึ้นมา เพราะต้องการจะบอกว่า
เราอาจนำสิ่งที่เราเรียนรู้จากความเปลี่ยนแปลงในวงการวิทยาศาสตร์ มาใช้กับวงการอื่นได้เช่นกัน
เช่น การเมือง

คำถามหลักของการเมือง นั้นไม่ใช่ “อำนาจควรอยู่ที่ใคร”
(ยิ่งลักษณ์ ทักษิณ สุเทพ กปปส เสื้อแดง นายกคนกลาง นักการเมือง หรือกระทั่งประชาชน)
มันเป็นคำถามที่มี connotation ของการให้สิทธิ์ขาด นำมาสู่ความรุนแรง
เลยไปถึงการหยุดและฝากความหวังไว้กับใครคนนั้น ไม่คิดพัฒนาเองต่อไป

คำถามหลักของการเมือง คือ “เราจะป้องกันหรือกำจัดนโยบายหรือผู้อำนาจที่ไม่ดีได้อย่างไร โดยไม่มีความรุนแรง”
และคำตอบของคำถามนี้คือ ประชาธิปไตย

ในสังคมประชาธิปไตยที่ตอบโจทย์ข้อหลังนี้ได้สำเร็จ
มันก็ไม่สำคัญอีกต่อไปว่าใครมีอำนาจ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เค้าใช้อำนาจไปในทางที่ผิด
เราสามารถหยุดอำนาจเค้าไว้ได้โดยไม่ยากเย็นและไม่มีใครบาดเจ็บ
ฝั่งที่ตัวเองรักหรือเกลียดไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะทุกคนเป็นคนตรวจสอบผู้อำนาจด้วยกัน
นโยบายไหนมีปัญหา หรือใครทำผิดก็ต้องถูกดำเนินการ

พูดอีกอย่างคือ ประชาธิปไตยไม่ได้ตอบว่า เราจะเลือกคนดีเข้ามาอย่างไร
แต่ตอบว่า เราจะเอาคนไม่ดีออกไปด้วยวิธีการที่ดีอย่างไร

เมื่อมองความเป็นจริงของประเทศไทยในตอนนี้ เราก็จะพบว่า
ความเข้าใจผิดที่ว่าการเมืองเป็นเรื่องของ “อำนาจอยู่ที่ใคร” ส่งผลให้ประชาธิปไตยของไทยเป็นอย่างในปัจจุบัน
นั้นคือ พอมีเลือกตั้งแล้ว ก็ถือมีอำนาจอยู่กับประชาชนแล้ว เป็นอันจบหน้าที่ประชาธิปไตย
แล้วทุกคนก็จะเลือกตั้งให้อำนาจกับฝั่งตัวเองอยู่ดี

หากเราตั้งคำถามที่ถูกต้อง เราคงพบว่า ระบบของไทยเราตอนนี้ ยังแทบจะตอบโจทย์ …ไม่ได้เลย
ประชาธิปไตยที่จะตอบปัญหานี้ ต้องเป็นประชาธิปไตยที่มีระบบการตรวจสอบที่ชัดเจน
สนับสนุนการวิจารณ์และชี้แจงปัญหาที่มีอยู่ด้วยเหตุผลในทุกระดับ และมีกระบวนการริดอำนาจที่ทำงานได้จริง

แม้จะดูว่ายังห่างไกล แต่ความพยายามของสังคมที่จะตอบโจทย์นี้จะไม่สูญเปล่า
เพราะผลลัพธ์ของโจทย์นี้ไม่ใช่การฝากความหวังกับใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแล้วหยุดรอ
แต่ความกระตือรือร้นที่จะชี้แจงปัญหาที่มีอยู่ตลอดเวลา และพัฒนาต่อไปด้วยตัวเองอย่างไม่สิ้นสุด

 

วิจารณ์ทำไม

รายการวัฒนธรรมชุบแป้งทอดตอน “เซ็นเซอร์ทำไม” เป็นอีกตอนที่ดีมากๆ

ผมเลยอยากจะเขียนสรุปถึงอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการเซ็นเซอร์
และเป็นสิ่งที่สำคัญต่อความคิดของสังคมไทยมากที่สุดในตอนนี้ ในความเชื่อของผม
สิ่งนั้นก็คือ การวิจารณ์

===

“สังคมไทยเราจำเป็นต้อง สนับสนุนการวิจารณ์ให้มากกว่านี้ และหยุดการห้ามวิจารณ์ได้แล้ว” …เพราะอะไร ?

เหตุผลทั้งหมดที่จะมาสนับสนุนความเห็นนี้ ที่จริงตั้งอยู่บนความจริงเพียงประการเดียว
นั้นก็คือ มนุษย์และสังคมที่ดี ต้องแสวงหาการพัฒนาที่ไม่สิ้นสุด

ผมเริ่มด้วยการไล่เหตุผลง่ายๆ
ถ้าเรามุ่งจะสู่การพัฒนา แสดงว่าเรามีศักยภาพที่จะพัฒนาได้
ถ้าเราพัฒนาได้ แสดงว่าเรายังไม่สมบูรณ์แบบ
และนอกจากนั้น ต้องไม่มีใครสมบูรณ์แบบ และไม่มีความรู้ความเชื่อใดๆ ที่ยึดโยงกับธรรมชาติ ที่ถูกต้องแบบที่ไม่เปลี่ยนไม่ได้
มิฉะนั้นคนที่สมบูรณ์แบบนั้นย่อมพัฒนาต่อไปไม่ได้ และมนุษย์เราจะถูกจำกัดจากความรู้ความเชื่อบางอย่างที่ไม่เปลี่ยนไม่ได้

ทีนี้ ความหมายของการพัฒนา ก็คือการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
ฉะนั้นการพัฒนาจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง
นั้นแปลว่า เราจะเป็นมนุษย์และสังคมที่ดีหรือพัฒนาได้ เราต้องมีสองอย่าง
1) วัฒนธรรมที่สนับสนุนให้การเปลี่ยนแปลง
2) ตรวจสอบป้องกันการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ดี

การวิจารณ์สามารถให้ผลได้ทั้งสองข้อ
เพราะการวิจารณ์สามารถชี้ปัญหาของ ทั้งสิ่งที่มีอยู่เพื่อการเปลี่ยนแปลงต่อไป รวมทั้งชี้ปัญหาในวิธีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ดีอีกด้วย
จริงอยู่ว่าคุณภาพของคำวิจารณ์ย่อมถูกจำกัดคนวิจารณ์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ
แต่การวิจารณ์ผู้วิจารณ์อีกทีหนึ่งย่อมทำให้ผู้วิจารณ์พัฒนาตัวเองต่อไป

การเซ็นเซอร์ไม่ใช่สิ่งตรงกันข้ามกับการวิจารณ์ การเซ็นเซอร์เป็นเครื่องถือป้องกันการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ดี และคนที่ต่อต้านก็ควรยอมรับการเซ็นเซอร์ ตราบใดที่ ตัวระบบการเซ็นเซอร์เองสามารถพัฒนาได้ นั้นคือสามารถโดนตรวจสอบและเปลี่ยนแปลงตามคำวิจารณ์ที่มีคุณภาพ (แต่ระบบการเซ็นเซอร์ของไทยเราเป็นแบบนั้นหรือไม่?)

อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่เรายอมรับไม่ได้ตราบที่เรายังต้องการให้สังคมพัฒนาต่อไป
สิ่งนั้นคือ “การเซ็นเซอร์คำวิจารณ์” ที่มีแต่จะนำไปสู่สังคมที่ไม่เปลี่ยนแปลง
ความรู้ความเชื่อไม่หยุดกับที่ ศักยภาพมนุษย์จะถูกจำกัดโดยคนที่เซ็นเซอร์ซึ่งก็คือคนที่ไม่สมบูรณ์แบบเช่นกัน

สรุปคือ เงื่อนไขพื้นฐานของคนและสังคมที่ดี คือต้องสนับสนุนให้เกิดการวิจารณ์
เพราะมันทำให้ตัวสังคมและคนในสังคมพัฒนาต่อไปได้ไม่สิ้นสุด

Optimism: “เข้าใจโลก”ในแง่ดี

1)
ในสังคมที่ความรู้ความเข้าใจในเชิงลึกถูกพัฒนา
อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่สามารถพยากรณ์ได้

ไม่ใช่เพราะ ความไม่แน่นอนแบบการพยากรณ์อากาศ
แต่เป็นเพราะ การพยากรณ์คือฉายภาพการมองโลก ด้วยความเข้าใจเดิม ไปข้างหน้า
ในขณะที่ ความเข้าใจโลกใหม่ๆ นั้นจะเปลี่ยนโลกในแบบที่เราไม่สามารถเข้าใจได้
เพราะเราไม่มีคอนเซปต์และภาษาแม้สำหรับคิดเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น (นึกถึงคนสองร้อยปีก่อนกับคำว่า ไอโซโทป hacker ตัดต่อพันธุกรรม ฯลฯ)

ฉะนั้นในสังคมที่ความรู้ความเข้าใจในเชิงลึกถูกพัฒนา
คำพยากรณ์ต่างๆ แม้จะตั้งอยู่บนความรู้วิทยาศาสตร์และหลักเหตุผล มากเพียงใด
ก็ย่อมมีแนวโน้มที่จะแย่กว่าความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในอนาคต หรือแม้กระทั้งผิดประเด็นปัญหาโดยสิ้นเชิง
ในทางกลับกัน สังคมที่ไม่พัฒนาความเข้าใจเชิงลึก และการมองโลกหยุดอยู่กับที่ การพยากรณ์เหล่านั้นก็ย่อมมีน้ำหนัก

2)
ด้วยหลักเหตุผลเพียงลำพัง เราสามารถพิสูจน์ได้ว่า
ขอบเขตความเข้าใจโลกของคนเรา ไม่มีขีดจำกัด
และไม่มีอะไรที่เป็นขอบเขตการพัฒนาทางเทคโนโลยี นอกจากพรมแดนของกฎทางฟิสิกส์
(ลองฟังข้อพิสูจน์ใน vdo ดู)

กระนั้น ความเข้าใจโลกไม่ได้ถูกสร้างขึ้น จากการค้นหาหลักการที่จะถูกต้องไปตลอดกาล และไม่มีทางเป็นไปได้
แต่ ถูกสร้างขึ้นจากการพบปัญหา ที่คำอธิบายจากความเข้าใจโลกแบบเดิม ยังไม่มีคำตอบหรือตอบได้ไม่ถูกต้อง แล้วแก้ปัญหาตรงนั้น
ความเข้าใจโลกนั้นไม่สมมาตร เราสามารถบอกได้ว่าคำอธิบายใดผิด แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรถูก

3)
Optimism ของ David Deutsch จึงไม่ได้หมายถึง การเลือกมุมมองในการมองอนาคตที่ทำให้ชื่นใจ
เพราะภายใต้สังคมที่ความรู้ถูกพัฒนา อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่อาจรู้ได้

Optimism คือคำอธิบายที่ว่า
ความรู้ความเข้าใจโลกของมนุษย์ที่ไม่จำกัด ย่อมจะนำพาเราไปสู่อนาคตเกินขอบเขตเราจะนึกฝันไว้เสมอ

ชีวิตที่ดี แค่นี้ก็พอแล้ว

ผมเพิ่งได้อ่านหนังสือชื่อ การลาออกครั้งสุดท้าย กับ เราจะมีชีวิตที่ดี มา
เป็นชีวิตของคนๆ นึงที่ตั้งเป้าไว้ว่า อยากจะมีชีวิตที่อิสระจากการโดนใช้งานของระบบลูกจ้าง

(ตรงนี้สปอย แต่ก็อ่านไปเถอะ ไม่เสียไรหรอก)
วิธีของเค้าคือ ถ้ามีเงินเก็บสองล้านสี่แสนแล้ว จะสามารถออกมาจากงารประจำใช้ชีวิตแบบคนว่างงานกินดอกเบี้ยประมาณเดือนละหมื่น
อยู่แบบไม่มีเงินมาก แต่ไร้ภาระ มีเวลาพักผ่อนทั้งวัน ดูแลตัวเอง ได้ดูแลคนอื่น
อาจจะเป็นชีวิตที่ดีกว่าชีวิตที่ได้เงินเยอะ แต่ก็ต้องใช้เยอะ แล้วยังเหนื่อยหนักกับงานและความเครียด
เค้าเล่าไว้ว่า แม้เงินเก็บเค้าจะยังไม่ถึงเป้า ลองออกมาใช้ชีวิตว่างงานจริงๆ ก่อน แต่ก็สามารถอยู่ได้จริงๆ ด้วยการเขียนหนังสือ ลงทุนโน้นนี้
แต่ปรากฏว่า ความต้องการมองเห็นคุณค่าในตัวเอง และการต้องใช้ชีวิตในสังคมกับคนที่รัก ก็ทำให้ต้องกลับมาลงแรงทำอะไรซักอย่าง
แต่สิ่งที่ทำครั้งนี้คือ เลือกทำด้วยความชอบ และตั้งใจทำกับมันจริงๆ มุ่งสู่ความเป็นเลิศ
ลงท้ายหนังสือไว้ว่า อิสระที่แท้จริง คือการอยู่ในกรงที่เรารัก…

อ่านจบ ผมรู้สึกว่า เรานี่มันโชคดีจัง
ชีวิตของเราตอนนี้มันคือ การอยู่ในกรงที่เรารักโดยแท้

ตอนนี้ผมเรียนเอกด้าน theoretical computer science ซึ่งก็ถือว่าเป็นสาขานึงในคณิตศาสตร์
งานที่ทำจะไม่ใช่การเขียนโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์ แต่เป็นเขียนบทพิสูจน์ด้วยกระดาษปากกา
คือ ไม่ใช่อะไรที่หวังรวยกับมันได้ แล้วก็ไม่ได้เป็นที่ popular กับใครๆ เลย ฮา
สมมติจะจีบสาวแล้วพูดว่า “สวัสดีครับ พี่ทำทฤษฎี” เนี่ยจบ 5555
คนหลายคนก็บอกผมว่า ได้ไปเอาดีด้านที่มันใช้ได้จริงในชีวิตมากกว่านี้ ดูแล้ว อนาคตน่าจะก้าวหน้ามากกว่า
ถึงอย่างนั้น ในตอนนี้ พอลองหันมองดูชีวิตจากมุมของคนอื่น กลับรู้สึกว่า คิดถูกแล้วอ่ะ

คือ การทำทฤษฎีมันเจ๋ง ไม่ปฏิเสธว่าลึกๆ แล้ว ผมมองการพิสูจน์มันเจ๋งกว่าการเขียนโปรแกรมเป็นไหนๆ
ที่จริงผมเคยทำงานบริษัทใหญ่ ทำโปรเจคใหม่(เล็กๆ) ให้บริษัท แต่ว่าในทางเทคโนโลยีแล้ว เก่าเลย ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น
เรียกได้ว่า ผมต้องพยายามหาอย่างยิ่งว่าอะไรคือความเจ๋ง ความใหม่ ที่เราได้มอบให้ประสบการณ์ตัวเองบ้าง คือเซ็งอ่ะ
ที่จริงมีช่วงที่ผมบ้าการออกแบบโปรแกรมให้ง่ายกับผู้ใช้ ได้ไปทำงานจริงๆ ใน start-up นั่งออกแบบเยอะเลย
เคล็ดข้อคิดการออกแบบพวกนี้ที่จริงมีหลักการ และมีความเจ๋งที่้ต้องคิดกันเยอะ และรอบคอบรอบด้าน
แต่บอกตามตรงว่า ใจผมมันรู้สึกว่า เมื่อเอาทริกพวกนี้มาเทียบกับไอเดียในบทพิสูจน์ เอาผลงานออกแบบมาเทียบกับผลลัพท์ที่ของบทพิสูจน์
มันเทียบกันไม่ได้เลย ความรู้สึกผมคือ เอารถเด็กเล่นเทียบกับเพชร
ในโลกทฤษฎีนี้มองไปทางไหนมันก็เจ๋ง ไม่ต้องหา มันคือเพชร คือผลผลิตของการควบแน่นของความเจ๋ง
มันสะท้อนแสงสวยงาม มันสะท้อนความจริงด้วย แต่ก็ด้วยการมองผ่านเพชรไป เยี่ยม
ผมเคารพในคนที่เขียนโปรแกรม หรือทำงานด้านสิ่งแวดล้อม หรือเศรษฐกิจที่มีผลต่อโลก
แต่ในใจนั้นมันก็คิดว่าคณิตศาสตร์มันเจ๋ง และอยากจะเอาเวลาไปอยู่กับอะไรเจ๋งๆ มากกว่า

การเรียนด้านนี้อยู่ที่เยอรมันนี้ มีความสงบสันโดษ ผมได้ focus กับงานทฤษฎี
พบว่าการที่ไม่มีเรื่องนู้นนี้ให้ห่วงแล้วลงแรงเต็มที่ไปกับเรื่องเดียวนี้ มันดีกับงานและสุขภาพจิตมาก
ผมเจอคนไม่เยอะ ไม่วุ่นวาย กลับดีซะอีก ได้ใส่ใจคนใกล้ตัวมากกว่า ไม่มีการบริหารคน ที่จะเจอคนก็คือเอาไอเดียมาเสนอกัน
ผมรู้สึกว่าน่าจะเข้ากับนิสัยผมมากกว่า ผมได้นั่งสมาธิมากขึ้น จิตใจไม่ค่อยมีความทุกข์อะไร อาจจะเหงาบ้าง แต่ก็ไม่มาก

เงินที่นี่ก็ถือว่าไม่เลวเลยสำหรับคนที่ไม่ใช้เงินอะไรแบบผม คือคาดว่าถ้าอยู่กันอีกซักสี่ปีคงมีเงินเก็บพอ ที่จะอยู่แบบกินดอกเบี้ยเอาโดยไม่ทำงานก็ได้
แม้ว่าจนหน่อย แต่ยังไงกลับไปก็หาอะไรทำอยู่แล้ว แค่ว่าไม่มีห่วงเรื่องเงิน
ถ้าเทียบกับเพื่อนๆ ที่ทำงานก้าวหน้าในบริษัท หรือเหล่าคุณหมอ ก็คงจะจนกว่าเค้าเยอะ แต่เรามันแค่พอมีกินได้ก็โอเคแล้วอ่ะนะ สบาย

สรุป ได้หมกมุ่นกับสิ่งที่เจ๋ง ใช้ชีวิตแบบสงบ และมีพอเงินใช้ นี่มันสุดยอดมากจริงๆ นะเนี่ย โว้ว
เอาจริงๆ ผมก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะยังชอบแบบนี้ไหม แต่ตอนนี้ชอบและภูมิใจด้วย

ปล. ไหนๆ ก็อวดซะเลย ผมพบว่าการเรียนที่นี่ต้องตั้งใจเรียนกว่าตอนเรียนที่ไทยมากๆ
แต่ถึงงั้นผมกลับทำได้ดีกว่าสมัยอยู่ไทย เพราะชอบสิ่งที่เรียน ผมเรียนสองเทอมด้วยจำนวนหน่วยกิตเท่ากับคนเรียนสามเทอม ด้วยเกรดเอทุกวิชา(มีเอลบวิชานึง)
มีวิชา algorithm ผมสอบข้อเขียนบรรยายได้คะแนนเต็ม สะใจมาก คือผมรู้สึกเก่งกว่าก่อนเยอะอะนะด้านคณิตศาสตร์ เย่
นอกจากนี้ปีนี้ยังมีเพลงที่แต่งขึ้นอยู่ 6-7 เพลงด้วย เก็บไว้ฟัง ที่จริงเพลงพวกนี้อาจจะถือว่ากิ๊กก๊อกและง่ายๆ ในสายตาคนดนตรีนะผมว่า แต่มันก็เป็นเพลงที่ผมเองชอบ สบายๆ สำหรับคนธรรมดา เปิดฟังเองแล้วมีความสุข แค่นี้ก็พอแล้ว 🙂

ทิ้งความคิด

ความคิดทำให้เห็นได้ว่า ที่จริงบางสิ่งมันนำความทุกข์มาให้
แต่ถ้าเราควมคุมสิ่งนั้นให้ออกห่างไม่ได้ ความคิดนั้นเองที่สร้างความทุกข์
ผมได้เรียนรู้ว่า บางทีเราก็ต้องคลายความยึดถือจากความคิด ที่เราอุตส่าห์คิดขึ้นมาได้ซะเอง

เรื่องแค่นี้อาจจะเป็นเรื่องธรรมดามากของใครๆ
แต่ไม่รู้ทำไม นี่เป็นครั้งแรกของผมที่เห็นว่า การทิ้งความคิดมีประโยชน์กว่าการคิด