การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ กับการเมืองที่ “ไม่การเมือง”

บทความเรื่อง การเมืองที่”ไม่การเมือง” โดยอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ สะท้อนมุมมองความคิดเห็นของฝ่ายขวา กลุ่มพันธมิตรและชนชั้นกลางจำนวนมากที่ว่า การเมืองที่ “ไม่การเมือง” นั้นคือทางออกที่จะนำไปสู่ความสงบเรียบร้อยของสังคม

อ่านแล้วได้ความว่า การ “ไม่การเมือง” นั้นยังไงก็เป็นการเมืองอยู่ดี  แต่เป็นการเมืองที่พยายามจำกัดขอบเขตการตัดสินใจให้อยู่แค่คนจำนวนน้อย (ซึ่งอาจถูกคัดสรรมาแล้ว)

ผมรู้สึกสนใจว่าอะไรที่ปลูกฝังให้เราคิดว่าการ “ไม่การเมือง” น่าจะเป็นทางออก

อาจเพราะเราถูกเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันจากระบอบกษัตริย์เป็นประชาธิปไตย ซึ่งด้วยปัจจัยต่างๆ ก็ทำให้การบริหารไม่ดี ก็เลยอยากหาทางออกอะไรซักอย่าง

แต่ทำไมเราจึงอยากหนีไปในทางที่จำกัดขอบเขตการตัดสินใจอยู่กับคนไม่กี่คน

ถ้าถามว่า ทำไมคนชั้นกลางจำนวนมากขนาดนี้ในปัจจุบันจึงคิดเช่นนี้ ผมก็คิดว่าเป็นเพราะวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์ของเรานั้นเอง

วิธีการศึกษาที่ เน้นกล่าวถึงความสุดยอดของมหากษัตริย์แต่ละพระองค์และส่งเสริมความรักชาติรักแผ่นดิน  แต่ดูจะไม่วิพากษ์วิจารณ์ความสำเร็จในระบบแบบกษัตริย์

…แต่มีหลักฐานประวัติศาสตร์มากมาย ซึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์เองก็รู้ดี ว่ามีการแย่งชิงสถานะแห่งอำนาจในการกำหนดการใช้ทรัพยากรกันอยู่ตลอดเวลา ทั้งในหมู่พวกเจ้านายด้วยกันเอง เจ้านายกับขุนนาง รวมทั้งในหมู่สามัญชนอื่นๆ ด้วย มีทั้งการประจบ, ใส่ไคล้, ยุ่งเกี่ยวไปถึงฝ่ายในของราชสำนัก, จนถึงการลอบสังหาร, ใบปลิว, หรือแม้การจับอาวุธขึ้นก่อการกบฏ แม้แต่การที่ ร.5 ทรงใช้พระปรีชาสามารถในการแย่งพระราชอำนาจที่สูญเสียไปแก่ตระกูลขุนนางบาง ตระกูลในรัชกาลก่อนๆ ก็เป็นที่รู้กันดี

เพราะ “การเมือง” ไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากการแสวงหาอำนาจเพื่อกำหนดการใช้ทรัพยากรนั่นเอง จะใช้อย่างไร จะให้ใครใช้ จะใช้เมื่อไร ฯลฯ จึงไม่มีสังคมอะไรในโลกนี้ที่ปราศจาก “การเมือง” อันเป็นเหตุทำให้เกิดความขัดแย้งและต่อสู้กัน ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เช่น ผ่านการสร้างวัฒนธรรมขึ้นครอบงำ เป็นต้น

แม้กระนั้นความคิดว่า มีสังคมที่ขจัดการเมืองออกไปได้ก็ตาม การเมืองคือปัจจัยขัดขวางการบริหารที่ยุติธรรมและมีประสิทธิภาพก็ตาม ยังเป็นความคิดกระแสหลักของฝ่ายขวาในเมืองไทยสืบมา ใช่แต่เท่านั้น ยังรวมไปถึงคนที่ไม่อาจจัดอยู่ในฝ่ายขวาได้ ก็เชื่อทำนองเดียวกัน…

ผมคิดว่าถ้าเราคนไทยได้ทราบข้อมูลดังที่อาจารย์นิธิได้เขียนไว้ในบทความข้างต้น เราหลายๆ คนจะมีมุมมองทางด้านการเมืองที่ต่างไปจากปัจจุบัน

ผมไม่มีคำตอบที่ชัดเจน(*)ว่า วิธีการคัดเลือกคนเข้ามาเป็นตัวแทนในกรรมการหรือสภาต่างๆ ของประเทศ  บริบทไหนที่ควรจะการเมืองหรือไม่การเมืองไหน — ขอบเขตการตัดสินใจควรกว้างจะแค่ไหน

แต่ผมเชื่อว่า เราทุกคนจะมีคำตอบที่ชัดเจนมากขึ้นได้ ถ้าเราเรียนรู้อดีต

ปล. ที่จริง, เกี่ยวกับประเด็น 70-30 ของพันธมิตร, ในรายการชูพิชญ์ตอนล่าสุดก็พูดไว้ได้สนใจมากๆ ครับ

(*) ผมไม่แน่ใจจริงๆ ว่าเรื่องการเมืองการปกครองระดับรัฐนั้นควรแค่ไหนที่ การตัดสินใจควรขึ้นกับทุกคน หลังจากได้ทราบข่าวเกี่ยวกับ ยีนการเมืองที่ว่ามียีนบางตัวที่กำหนดความสนใจทางการเมืองของคนๆ นั้นอยู่

มันทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเราให้เฉพาะคนที่มีความสนใจเรื่องการเมืองเป็นผู้ตัดสินใจก็อาจจะดี  คนที่ไม่สนใจเวลาติดสินใจก็คงได้คำตอบสั่วๆ มา ซึ่งกลับจะทำให้ข้อสรุปของส่วนรวมต่างๆ ที่อยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่เชื่อมั่นว่าทุกคนเท่ากันกลับออกมาทำให้สาธารณะประโยชน์ต่ำลง

ถ้าปล่อยให้คนที่เค้าสนใจมาตัดสินใจ คนที่ไม่สนใจอาจจะสบายใจมากขึ้นด้วย?

ฉะนั้นนี่เป็นคำถามของผมอีกข้อหนึ่ง ระบอบประชาธิปไตยบนเงื่อนไขที่มีทุกคนถูกกำหนดมาว่าสนใจการเมืองไม่เท่ากันอยู่แล้ว นั้นมีประสิทธิภาพดีแค่ไหน

13 thoughts on “การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ กับการเมืองที่ “ไม่การเมือง”

  1. Chayanin says:

    ที่คนชั้นกลางจำนวนมากในปัจจุบันคิดอย่างนั้น เพราะระบอบที่อำนาจอยู่กับคนส่วนใหญ่ ไม่สามารถตอบความต้องการของคนชั้นกลาง ซึ่งก็เป็นคนส่วนน้อย ผมคิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตามที (มนุษย์ตอบสนองต่อแรงจูงใจและประโยชน์ส่วนตัวเสมอ)

    และผมก็สงสัยว่า ที่เราไม่ได้เรียนรู้อดีตอย่างเข้าใจและวิเคราะห์จริงๆ เป็นเพราะอะไร เราเองก็น่าจะมีคำตอบในใจของคำถามนี้

  2. ไม่แปลกหรอกครับ เพราะแต่ไหนแต่ไร เราก็คุ้นเคยกับการปกครองแบบ autocracy กันมานานแล้ว ธรรมชาติของสังคมมนุษย์ที่ต้องการผู้นำที่มั่นคง ซึ่งการปกครองยิ่งใกล้เคียงกับการปกครองโดยคนคนเดียวมากเท่าไร ก็สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานข้อนี้ได้เท่านั้น

    ระบบการปกครองที่ซับซ้อนขึ้นเช่นการเมืองระบบรัฐสภา ในระบอบประชาธิปไตย ต้องอาศัยโครงสร้างของสังคมที่จะสามารถรองรับมันได้ ซึ่ง… ประเทศไทยอาจจะยังไม่มี

  3. npop says:

    สาระสมกับเป็น iVan จริงๆ ผิดกับเราลึกลับ เด็วไว้อ่านๆ จามาอ่านอย่างละเอียดละกันนะเพื่อน แว่น

  4. น่าสนใจครับ

    แต่กาลเวลาก็พิสูจน์ในระดับหนึ่งว่า การเลือกของฅนส่วนใหญ่ เลือกเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน มากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวมเสมอ

    ซึ่งฅนที่สามารถตอบสนองผลประโยชน์หมู่ได้ดี ก็จะได้รับเลือก (ส่วนผลประโยชน์นั้นจะดีในระยะยาวแค่ไหน อันนี้ต้องมาเถียงกันอีกที)

    การเมืองสำหรับผม ก็ยังต้อง “ไม่การเมือง” อยู่ดีครับ แต่คำว่าไม่การเมือง แปลว่า ยึดประโยชน์ส่วนตัวน้อยกว่าส่วนรวม

    เพราะคำว่าการเมืองวันนี้ มันยึดผลประโยชน์พรรคและประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลักครับ (แต่พอจะโดนยุบก็อ้างว่า พรรคการเมืองคืออุดมการณ์ของประชาชน…อ่าห์ห์ห์)

  5. เนื้อหาที่ผมตอบ จะ pre กันนะครับ
    ฉะนั้นอ่านตั้งแต่ต้นก็ดี..

    ตอบ Chayanin :
    พี่ว่า คำตอบของคำถามที่ว่า ทำไมเราถึงไม่ได้เรียนรู้อดีตอย่างเข้าใจและวิเคราะห์จริงๆ นั้น… ที่แน่ๆ ก็คือ มันไม่ใช่ว่าเราได้ “เรียน” แต่เราไม่ “เรียนรู้”.. แต่มันไม่มีให้เรียนเลยมากกว่า
    ซึ่งสาเหตุก็คงเป็นเรื่อง หลักๆ 2 เรื่องคือ เรื่องหมิ่นฯ กับเรื่องการเขียนประวัติศาสตร์รับประกันความถูกต้องของผู้ปฏิวัติ

    คำถามคือ จะทำยังไงให้เรื่องแบบนี้มันมีให้เรียนได้ มันก็คงต้องเริ่มจากตัวนักวิชาการหมั่นเผยแพร่สิ่งที่ได้วิเคราะห์และผลักดันให้การวิเคราะห์เหล่านี้ได้เข้าไปอยู่ในหลักสูตร และปรับตัวหลักสูตรด้านประวัติศาสตร์ให้เน้นวิพากย์ มากกว่าจำ

    ตอบ Paul_012 :
    ผมว่าเราไม่ได้คุ้นเคยกับ autocracy กันหรอกนะครับ คนสมัยก่อนอาจจะใช่ครับจริงอยู่ แต่ถ้าพูดถึงชนชั้นกลางสมัยเรานี้ เราถูกปลูกฝังกันมาตะหากว่าเราเหมาะกับ autocracy มันช่างราบรื่นและอยู่กันอย่างเป็นสุข ซึ่งก็เป็นปัญหาการศึกษาอย่างที่ผมได้พูดถึง

    ทุกคนอาจทราบว่า ยิ่งอำนาจการตัดสินใจอยู่กับคนน้อยคน มันยิ่งยากต่อการถ่วงดุล ความเสี่ยงต่อการคอร์รัปชั่นยิ่งมากขึ้นอีก
    แต่ถ้าทุกคนทราบเหตุการณ์แบบ “รูปธรรม” อย่างที่อาจารย์นิธิได้เขียนไว้ถึงสภาพในสมัย ร.5 ผมว่าแทนที่เราจะมุ่งหาความ “ไม่การเมือง”, เราจะมุ่งตอบคำถามที่ว่า เราจะปรับโครงสร้างทางสังคมอย่างไรให้เหมาะกับ “การเมือง” มากกว่านี้ครับ

    ตอบ gon :
    เรื่องคนเลือกผลประโยชน์ส่วนตัว แทนผลประโยชน์ส่วนรวม ผมว่าเป็นเรื่องปกติมาก คำถามคือเราจะสร้างกลไกอะไรได้บ้างที่จะทำให้ ส่วนตัว=ส่วนรวม (ในสาขาวิชา mechanism design ของ game theory ศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะเลยครับ–ผมทำวิจัยด้านนี้แหล่ะครับ)

    แต่เรื่องที่ว่าจะหา เทพ ที่ยึดประโยชน์ส่วนตัวน้อยกว่าส่วนรวม เพื่อให้การเมืองแบบ “ไม่การเมือง” ไปได้สวยนั้น ผมคิดว่ายากส์
    มันก็คล้ายกับจะยอมรับ ไลท์ ใน deathnote ยังไงผมก็เชื่อการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่มากกว่าครับ

  6. Chayanin says:

    จากของพี่อิ๊กนะครับ
    อืม.. ผมไม่อยากจะเขียนลงไปน่ะครับ ว่าเพราะจะต้องระวังกับบางสถาบันเสมอ (ปล่อยเรื่องแบบนี้เป็น you-know-what ไป)

    จริงๆ จะว่า ในการศึกษาประวัติศาสตร์ในระดับโรงเรียนนั้นไม่มีเรื่องเหล่านี้เลยก็ไม่ใช่นะครับ (อย่างน้อยก็ในรุ่นพวกผม) เพราะเท่าที่จำได้ สมัยม.ต้น ก็มีการพูดถึงแล้วว่า วังในอดีตนั้นก็เต็มไปด้วยการเมือง แต่ก็ไม่มีการเน้นมากนัก และก็ถูกกลบหายไปง่ายๆ ที่สำคัญคือ ในประวัติศาสตร์ช่วงร้อยปีที่ผ่านมา แทบไม่พูดถึงเลย ทำให้ความเข้าใจในวิวัฒนาการของการปกครองไทยขาดหายไปพอสมควร (ประวัติศาสตร์ยุคคณะราษฎรดูจะหายๆ ไปจากบทเรียนประวัติศาสตร์ที่ผมจำได้ ยิ่งความขัดแย้งระหว่างคณะกับกลุ่มเจ้ายิ่งแทบไม่มีพูดถึง)

    สรุปปัญหาอยู่ที่การศึกษา ไม่น่าผิด แต่ปรับเนื้อหาในการศึกษา ผมว่าเป็นเรื่องที่คงลำบากมาก เพราะอย่างที่พี่อิ๊กบอก การเขียนประวัติศาสตร์ก็ต้องทำให้ผู้ที่อยู่ในอำนาจพอใจ

    จากของพี่ก้อน
    ตอนนี้ ผมคิดว่าไม่แปลกเลยนะครับ ที่คนจะเลือกจากผลประโยชน์ส่วนตน และไม่ว่าเสียงส่วนใหญ่หรือเสียงส่วนน้อย ก็เลือกบนพื้นฐานนี้ทั้งนั้น แม้แต่เรื่อง “ไม่การเมือง” จะมีกี่คนที่สนับสนุนรูปแบบนี้ ถ้ารูปแบบนี้ไม่ได้ตอบสนองความต้องการหรือผลประโยชน์ของพวกเขา

    ผมว่าอย่างน้อยที่สุด การที่พรรคการเมืองมีคนเลือก คนสนับสนุน ก็ย่อมแปลว่า การที่พรรคการเมืองนั้นมีอำนาจก็สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนมากพอที่จะมีคนเลือกได้

    คำถามต่อไปที่สำคัญคือ ประโยชน์ของคนส่วนใหญ่นั้น ได้มาจากการเบียดเบียนสิทธิขั้นพื้นฐานของคนส่วนน้อยหรือเปล่า (ต้องถามต่อไปอีกว่า สิทธิขั้นพื้นฐานนั้นคืออะไร) และประชาชนเหล่านั้น รู้ผลประโยชน์ของตัวเองดีหรือเปล่า (อย่างที่เด็กต้องมีผู้ปกครอง เพราะเราเชื่อว่าเด็กยังไม่มีวุฒิภาวะมากพอที่จะรู้ว่าอะไรดีกับตัวเอง ผู้ปกครองบ้านเมืองก็มักจะคิดแบบเดียวกันกับพลเมือง จึงเกิดการเซนเซอร์มากมายอย่างที่เป็น)

    ที่สำคัญ รูปแบบ “ไม่การเมือง” จะเกิดขึ้นได้จริงๆ หรือ ในเมื่อ “ความเป็นการเมือง” ก็ย่อมไปอยู่ในที่ๆ อำนาจอยู่ (และการเมืองนั้น ก็อาจจะตอบสนองประโยชน์ของคนในวงที่แคบลง)

  7. สมัยอยู่ ม.3 เจออาจารย์ที่สอนประวัติศาสตร์ในเชิงวิเคราะห์วิจารณ์คนนึง รู้สึกว่าเรียนสนุกมาก (จนตอนหลังไปทำเว็บเกี่ยวกับการเรียนประวัติศาสตร์ใหห้ อ. แกด้วย — ตอนนี้ไม่รู้เว็บหายไปไหนแล้ว) แต่ว่าข้อจำกัดในการเรียนก็ยังติดที่หลักสูตร เอกสารที่มีให้เรียนก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ ดังนั้นจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ก็น่าจะอยู่ที่เรื่องหลักสูตร ซึ่งผู้ที่กุมเรื่องนี้มีอยู่กี่คน? ตรงนี้ก็ลูปกลับไปที่จุดเดิมคือมาจากบุคคลที่แต่งตั้งขึ้น (ถึงจะแต่งตั้งมาจากรัฐบาลที่เลือกตั้งก็ตาม)

    ว่าไปแล้ว มันจะเป็นไปได้มั๊ยนะ ที่เราจะมีสิทธิ์เลือกตัวแทนของแต่ละกระทรวง แต่ละงานให้ได้ตามความพอใจเรา ไม่ใช่เลือกคนไปตั้งไว้แบบไม่สนใจความสามารถกันแบบทุกวันเนี้ย

    (รู้สึกว่านอกเรื่องหน่อยๆ ช่างเหอะ เปิดประเด็นเพิ่มแล้วกัน อิอิ)

  8. ตอบป่าน

    พรรคการเมืองใดที่มีฅนเลือก แสดงว่าพรรคนั้นสร้างประโยชน์มากพอที่ฅนจะเลือกได้

    >>> อันนี้น่าสนใจครับ เห็นด้วย แล้วก็คิดต่อว่า ‘ประโยชน์’ แบบไหนที่เรายอมรับได้ (ทั้งในทางกฎหมาย และในทางศีลธรรม) ประโยชน์แบบไหนที่เรายอมรับไม่ได้ (เพราะมันจะบั่นเซาะโครงสร้างทางการเมืองทั้งหมด) ถ้าเหมาเอาว่า มันยังอยู่ แสดงว่ามันมีประโยชน์ ไม่ควรไปทำลายมัน ผมคิดว่าด่วนสรุปเกินไปสักนิด

    เรื่องการเบียดเบียนประชาชนส่วนน้อย ผมว่าอันนี้เป็นเรื่องที่เราต้องยอมรับนะครับว่าหลีกเลี่ยงได้ยากจริง ๆ เวลามีการตัดสินใจอะไรขึ้นมา ก็ต้องมีฅนเสียสละอยู่เสมอ แต่โครงสร้างทางการเมืองแบบไหนที่จะทำให้เกลี่ยการเสียสละนี้ออกไป (โครงสร้างเมื่อก่อนชาวรากหญ้าไม่มีเสียงเลยครับ สมัยคุณทักษิณชาวรากหญ้ามีเสียงขึ้นเยอะ อันนี้ต้องยอมรับ) รวมไปถึงมีการชดเชยหรือทดแทนในระดับที่ยอมรับได้

    เคยอ่านบทความที่ไหนเหมือนกันว่า โรงไฟฟ้าตรงนี้ก็ไม่เอา ตรงนี้ก็ไม่สร้าง รู้กันบ้างรึเปล่าว่าตอนนี้ไทยนำเข้าไฟฟ้ากว่า 70% แล้ว

    ถ้าไม่มีฅนเสียสละบ้าง สักวันประเทศไทยจะไม่มีไฟฟ้าใช้ จะเอาแบบนั้นเหรอ?

  9. Chayanin says:

    เรื่องการเบียดเบียนประชาชนส่วนน้อย มันต้องเกิดอยู่แล้วล่ะครับ เพราะไม่มีทางจะทำให้ทุกคนได้ประโยชน์หรือแบกรับภาระเท่ากันได้แน่นอน

    แต่ที่ผมเน้นคือ สิทธิขั้นพื้นฐาน ที่รัฐจะต้องปกป้องเสมอ ไม่ว่าจะเป็นส่วนใหญ่หรือส่วนน้อย (จากคอมเมนต์ของผมด้านบนนะครับ)

    ถ้าจะยกตัวอย่างแบบสุดโต่ง จะบอกว่า เสียงส่วนใหญ่ สามารถลงความเห็นให้เสียงส่วนน้อยยอมสละชีวิตตัวเองเพื่อ greater good ได้หรือเปล่า

    หลายคนคงบอกว่าไม่ เพราะสิทธิในชีวิตควรจะเป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนต้องได้รับการปกป้อง

    ทีนี้ปัญหาคือ แล้วในกรณีที่มันไม่ชัดขนาดนี้ อะไรคือสิทธิเสรีภาพพื้นฐานที่รัฐต้องปกป้องให้ทุกคน (สิทธิในทรัพย์สินตามระบอบทุนนิยม? เสรีภาพทางความเชื่อและการแสดงออก ตามแนวคิดเสรีนิยม?)

    จะอ้างเสียงส่วนใหญ่ ให้เสียงส่วนน้อยหุบปาก เป็นเรื่องควรหรือเปล่า? (เรื่องนี้มีให้เห็นบ่อยๆ นะครับ)

  10. อยากให้การเลือกตั้ง
    เลือกเป็นรายรัฐมนตรีอย่างที่แชมป์บอกมากๆ เลยอะ

  11. เลือกเป็นรายรัฐมนตรีคงยากอ่ะครับ เพราะถ้าอยู่ฅนละทีม แล้วเป็นขั้วตรงข้าม คงทำงานด้วยกันไม่ได้แน่

    (คิดเล่น ๆ ว่าเราเลือกคุณทักษิณเป็นนายก แล้วสนธิลิ้มเป็นรองนายกดูสิครับ)

  12. ผ่านมาอ่านครับ … น่าสนใจมาก

    เรื่องที่มีคนพูดกันว่า เลือกเป็นรายรัฐมนตรี ผมว่าแค่ให้เลือกนายกแยกกับ สส ก็น่าจะดีขึ้นแล้วนะ นายกเวลาตั้ง ครม และอื่นๆ จะได้ไม่ต้องคอยไปเอาใจ สส

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s