ตรวจสอบและวิจารณ์ได้

ความล้มเหลวครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ไทย | สังคมไร้วุฒิภาวะ
ทำให้ผมได้เห็นประเด็นต่างๆ เรื่องการไม่ยืนในโรงหนังของนายโชติศักดิ์ ได้ทั่วถึงขึ้นเป็นอย่างมาก …มันเป็นการตอบโต้กันด้วยเหตุผลที่ดีจริงๆ ครับ

ถ้าให้ผมเลือกข้าง.. แม้ผมจะยืนมาตลอดเวลาฟังเพลงสรรเริญ และคงไม่ไม่ค่อยพอใจกับคนที่ไม่ยืน ผมก็ยังคิดว่าการแก้กฎหมายหมิ่นฯ (หรือกฎหมายแนวๆ นี้หน่ะครับ ผมไม่รู้กฎหมาย) เพื่อให้ตรวจสอบและวิจารณ์ได้เป็นการสมควรอยู่ดี

เหตุผลก็คือ

  1. มีหลายกรณีมาแล้ว ที่มีคนใช้กฎหมายนี้อ้างคนอื่นที่วิจารณ์ในทางที่สร้างสรรค์ ว่าหมิ่นฯ เพื่อผลประโยชน์ประโยชน์ของตัวเอง (การเห็นใครใช้้ท่านเป็น “เครื่องมือ” เพื่อความต้องการของตัวเองมันเป็นเรื่องน่าเศร้าจริงๆ นะครับ)
  2. แม้ตัว “บุคคล” ของสถาบันจะดี แต่ยังมีคนอีกมากมายที่สังกัดสถานบันนี้ การไม่มีกลไกตรวจสอบก็เป็นเรื่องที่เสี่ยง

ถ้าสถาบันนี้ดีอยู่แล้ว การสามารถตรวจสอบและวิจารณ์ได้ ตามความคิดผมนั้น มันไม่น่าจะทำให้สามารถเกิดการล้มล้างได้นะ

แม้คุณ zzzzz จะบอกไว้ว่ามีผู้ไม่หวังดีอยู่มาก แต่ถ้ามันดีจริง มันก็น่าจะยังอยู่ได้นะ (หรือผมโลกแคบไปไม่รู้อะ)

ผมมักจะคิดว่า แล้วถ้าต่อไปเกิดตัวบุคคลไม่ดีขึ้นมา แล้วเรายังมีกฎหมายปกป้องเกินไปอยู่แบบนี้ การจะสร้างกฎหมายตรวจสอบขึ้นมาตอนนั้นจะยังได้อนุมติหรือ เมื่อทำอะไรไม่ได้เลย แรงกดดันนี้น่าจะทำให้เกิดการล้มล้างขึ้นได้มากกว่าอีกอะครับ

การทำให้ตรวจสอบและวิจารณ์ได้ น่าจะทำให้ส่งผลดีต่อสถาบันในระยะยาวมากที่สุด
คิดว่าไงกันหรอครับ

ปล. ช่วงนี้ผมกำลังเริ่มติดตาม เศรษฐศาสตร์ตลาดสด กับ practical utopia ได้ประโยชน์ดีมากครับ ในด้านความคิด(ไม่ใช่fact) เกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจ ผมเองได้แสดงความเห็นเว็บ แล้วเค้า(คุณเจริญชัยและคุณสุรศักดิ์)ก็ออกมาตอบในประเด็นต่างๆ ในรายการตอนล่าสุดด้วย

5 thoughts on “ตรวจสอบและวิจารณ์ได้

  1. มาแปะ comment ให้ก่อนครับ… (เข้าใจว่าเรียกร้อง?)

    ไว้มีเวลาเรียบเรียงความคิดค่อยมาภาคสาระแล้วกัน

  2. /paːn/ says:

    ถ้าเข้าใจไม่ผิด กฎหมายที่เรียกๆ กันว่าหมิ่นฯ คือกฎหมายอาญา มาตรา 112 ครับ

    ผมเห็นว่า คนที่สนับสนุนสถาบัน แล้วยังเห็นด้วยกับกฎหมายบ้าๆ นี่ เป็นคนที่ naive มากๆ ครับ เพราะคนทั่วๆ ไป ย่อมรู้ว่า การไม่มี accountability ย่อมส่งผลดีในระยะยาวต่อสถาบันมากกว่า (สังเกตว่า เราแทบไม่ได้ยินข่าวที่ราชาธิปัตย์ของญี่ปุ่น สวีเดน นอร์เวย์ เผชิญกับภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่อย่างจริงจัง ทั้งจากในและนอกประเทศ เทียบกับประเทศอย่างเนปาล หรือแม้แต่ภูฏาณและบริเตน ที่เผชิญการต่อต้านอย่างรุนแรงกว่า)

    ต้องไม่ลืมว่า สถาบันราชาไม่ใช่แค่บุคคล แต่ยังประกอบถึงบุคคลอื่นอย่างสมาชิกครอบครัว สถานะความเป็นสถาบันทางการเมือง (ที่มีอิทธิพลสูง) เป็นองค์กรธุรกิจ (CPB เป็นเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่มากของประเทศ ที่ดำเนินธุรกิจตามปกติ ไม่ได้เป็นเครื่องมือทางการปกครองหรือพัฒนาสังคมด้วยซ้ำ แต่กลับไม่สามารถวิจารณ์ได้ในทางธรรมเนียม) และที่สำคัญ ระบบ ต้องคำนึงถึงว่า ถ้าประมุขไม่ใช่คนปัจจุบันด้วย ประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้แล้วว่า ระบบกษัตริย์ไม่ใช่ระบบที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แม้แต่ประวัติศาสตร์ระดับประถมที่เต็มไปด้วย propaganda ก็ยังสอนเราว่า ระบบกษัตริย์เต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจ และถึงกับสอนเองว่า การที่อยุธยาแตก ก็เพราะกษัตริย์อ่อนแอ ดังนั้น ไม่มีหลักประกันเลยว่า ระบบสายเลือดจะให้ผู้นำที่ดีพอสำหรับระบบที่ไร้การตรวจสอบแบบนี้ (หรืออันที่จริง เราไม่สามารถรู้ได้ด้วยซ้ำว่า ผู้นำที่ขึ้นมาดีจริงในระบบที่ไร้การตรวจสอบ)

    พูดจริงๆ คือ ผมสงสัยมาก กับคนที่อ้างตัวเองว่าเป็นผู้สนับสนุนสถาบันกษัตริย์ แล้วไม่รู้สึกอะไรกับการที่สถาบัน รวมถึงตัวกฎหมายนี้เอง ถูกนำมาเป็นเครื่องมือในทางการเมือง

    สำหรับคนที่ไม่เห็นด้วยกับระบอบกษัตริย์ หรือไม่เห็นด้วยกับระบอบกษัตริย์ที่ไร้การตรวจสอบ กฎหมายนี้ก็เป็นกฎหมายที่ปิดกั้นการตรวจสอบอย่างชัดเจน (แต่ก็เป็นได้ ที่คนที่สนับสนุนสาธารณรัฐนิยมจะสนับสนุนกฎหมายหมิ่นฯ เพราะรู้ดีว่า กฎหมายนี้ จะเป็นเชื้อไฟที่ทำให้ระบบนี้ล่มสลายเร็วขึ้นในระยะยาว เหมือนกับคอมมิวนิสต์ที่พยายามเร่งให้เกิดทุนนิยมเร็วขึ้น เพื่อจะนำไปสู่การปฏิวัติประชาชนที่เร็วขึ้น)

    สำหรับผม เรื่องแรกที่บุคคลสมควรถูกวิจารณ์ คือการห้ามบุคคลอื่นวิจารณ์ และยิ่งทำอะไรมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดมากขึ้น

    ทุกวันนี้ เราไม่มีโอกาสรู้ได้เลยว่า เกิดความผิดพลาดอะไรในสารพัดโครงการและแนวคิด เพราะมีกฎหมายและธรรมเนียมอนุรักษ์นิยมค้ำคอ ในขณะที่ propaganda เชิดชูกลับเผยแพร่ได้เต็มที่ ผมว่าเป็นเรื่องน่าหัวร่อ ที่เราจะบอกว่า สิ่งๆ หนึ่งได้รับความนิยมสูงมาก ในขณะที่ยังคงปิดปากคนที่ไม่เห็นด้วยอยู่

  3. /paːn/ says:

    แก้คอมเมนต์ตัวเองด่วนเลยครับ

    ย่อหน้าที่ 2 บรรทัดที่สอง “การไม่มี accountability ย่อมส่งผลดีในระยะยาวต่อสถาบันมากกว่า” เปลี่ยนเป็น “การมี accountability ย่อมส่งผลดีในระยะยาวต่อสถาบันมากกว่า” หรือ “การไม่มี accountability ย่อมส่งผลเสียในระยะยาวต่อสถาบันมากกว่า”

    เลือกกันตามใจชอบครับ

  4. เห็นด้วยมาก ๆ ครับ

    อย่างที่มีฅนเสนอว่า ทรัพย์สินส่วนพระองค์มีอะไรบ้าง และมีการใช้จ่ายอะไรในแต่ละปีบ้าง ฟังดูจาบจ้วงเล็ก ๆ แต่ถ้าคิดว่า สถาบันกษัตริย์เป็นฅนของประชาชน มันก็ไม่เลวนะครับ

    แล้วจริง ๆ อาจจะพบว่า เจ้าต่าง ๆ ใช้เงินไปในมูลนิธิทางสังคมมากกว่าที่เราคิดก็เป็นได้…

  5. นพพล says:

    ประเทศที่มีระบอบกษัตริย์ และมีสถาบันกษัตริย์มีเพียงประเทศเดียวในโลก คือ สหราชอาณาจักร สถาบันกษัตริย์ ต้องประกอบด้วย สถานที่ที่ตั้งสำนักงาน ผู้อำนวยการ พนักงาน และทีสำคัญ ผู้มีอำนาจลงนามรับรอง ให้บุคคลที่ทางประชาชนทั้งหลายยินยอม ให้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ ซึ่งก็เป็นเอกชนธรรมดา หรืออาจเป็นรัฐบาลก็ได้ ในบางประเทศ อาจไม่มีการสืบสันตติวงศ์ก็ได้(เสปน?) แยกแยะให้ออก ระหว่าง สำนักงานสถาบันพระมหากษัตริย์ กับ บุคคลที่ประกอบอาชีพกษัตริย์ แต่ในเมืองไทย ไม่ว่าตามกฏหมายหรือรัฐศาสตร์ ยืนยันได้เลยว่า ไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ มีแต่ องค์พระมหากษัตริย์ในระบบรัฐสภาเท่านั้น การวิพากษ์วิจารณ์พระองค์ท่าน ให้ดู บริเตนใหญ่เป็นแม่แบบ ต้องอยู่ภายใต้ความจริงอันพิสูจน์เห็นผลแล้ว ห้ามใช้คำหยาบ ห้ามกล่าวเท็จให้เสียหาย ซึ่ก็มีสิ่งเดียวเท่านั้น คือ ผลจากการเข้ากระบวนการทางวิทยาศาสตร์ /คณิตศาสตร์ เท่านั้น ที่ท่านเห็นในหลวงเหนื่อยและทำงานคนเดียว ก็เพราะความไม่เอาไหนของข้าราชการ พอท่านป่วนชูหน้าสลอนเพ้อพรำ่่แต่หลักปรัชญา แต่เรื่องอดีต พอท่านหายป่วย มันก็มุดหัวลงท่อระบายน้ำ งานการไม่ทำ เฉื่อยชา ในหลวงว่าแล้วยังไม่เข็ด ใครๆก็แค้นใจ เราสนับสนุนท่านให้สร้างความยุติธรรมในสังคม

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s