ผมเคยคิดหา วิธีการเปรียบเทียบว่า การคิดใคร่ครวญถึงเรื่องต่างๆ นั้นเปรียบเหมือนอะไร อยู่เหมือนกัน
ผมเคยคิดถึงการหยั่งรากลึกของต้มไม้
แต่สิ่งที่ป่านคิด… “เปรียบประสบการณ์กับสีที่เติมมาในภาชนะสักอย่างหนึ่ง” นั้นตรงใจผมมากๆ
การใคร่ครวญจนได้ข้อสรุปบางอย่างนั้น ก็เปรียบเหมือนการเติมเนื้อสีให้การจานสี
หลายๆ ครั้งที่ใคร่ครวญไปมา ข้อสรุปที่ได้อาจเปลี่ยนไป เป็นอีกสีหนึ่ง แต่เนื้อสียังคงมากขึ้นๆ
ใคร่ครวญบ่อยครั้งเท่าไหร่ ได้ข้อสรุปเปลี่ยนไปบ่อยครั้งเข้า เนื้อสีก็ยิ่งมากขึ้นๆ
การที่เนื้อสีมาก นั้นจะทำให้ การที่มีจากคนอื่นมาผสม จะได้ทำให้เราเปลี่ยนสีได้น้อยลง นั้นคือความคิดมีความเสถียรมาก เพราะผ่านการอุดช่องโหว่ทางเหตุผลของความคิดต่างๆ มามากแล้ว
คนที่ไม่ค่อยคิดใคร่ครวญถึงเรื่องๆ ใด เมื่อถูกคนอื่นมาผสมสีนิดหน่อย ก็เปลี่ยนสีไปได้ง่าย
และบางครั้งการเข้ามาผสมสีนั้น อาจทำด้วยเจตนารมณ์เคลือบแฝง
ในทางกลับกัน การที่ความคิดมีความเสถียรมาก ก็ย่อมทำให้เส้นทางที่เราเลือกเดินไม่ไขว้เขวและสับสนจนเกินไป
Posts Tagged ‘thought’
ผสมสีความคิด
Posted in Uncategorized, tagged thought on 17 August 2008 | 2 Comments »
ติดสินโดยไม่คิดเอง รับได้แต่ไม่(อยาก)ทำ
Posted in Uncategorized, tagged goodness, judge, thought on 27 April 2008 | 3 Comments »
ถ้าคุณยังไม่เคยทำอะไรในสิ่งที่คุณคิดว่ามันเลว
คุณไม่รู้สึกจริงๆ หรอกว่า การไม่ทำความเลวนั้น แล้วมันรู้สึกดียังไง
หรือในทางกลับกัน คุณก็ไม่มีทางรู้หรอกว่า ที่จริงมันรู้สึกดียังไง มันอาจจะไม่เลวอย่างที่คิดก็ได้
ตราบใดที่คุณกำลังรู้สึก ในสิ่งที่คุณยังไม่เคยทำ
ความรู้สึกนั้นไม่ใช่ของคุณ
แต่มันสิ่งที่คนอื่นยัดเข้าหัวคุณ
ความคิดบอกกับผมมาแบบนี้
การยอมให้ค่านิยมจากคนอื่นหรือสังคม มาตัดสินการเลือกทางเดินในชีวิตเรา
การไม่ได้ใช้ความรู้สึกที่เกิดจากประสบการณ์ของเราเองนั้น
ผมไม่คิดว่าอะไรที่ไม่ดีหรอกครับ คนอื่นและสังคมก็คงหวังดีกับเรา
แต่การไปตัดสินการเลือกของคนอื่น ไม่ว่าจะสรรเสริญหรือประณามเค้าคนนั้น
โดยใช้ความรู้สึกที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเราเองด้วยซ้ำ
ถ้าผมทำแบบนั้น ผมคงเป็นคนที่ช่างอยุติธรรมซะจริงๆ
ปล. จริงๆ ก็คือ ผมแค่กำลังคิดว่า… ผมจะไม่ด่าคนที่เป็นเพลย์บอยเด็ดขาด ฮา
ปล2. พิมพ์ผิดไปหลายที่ คนที่ได้อ่านไปแล้วแต่ไม่เห็น ปล.2 นี้ แสดงว่าอ่านแบบที่พิมพ์ผิดไป ต้องโทษทีนะครับ
โลกความจริง โลกความฝัน โลกสังเคราะห์
Posted in Uncategorized, tagged dream, immortal, reality, thought on 3 April 2008 | Leave a Comment »
เพิ่งดูเรื่อง paprika มาครับ
เป็นเรื่องที่ทำให้ รู้สึกถึงความทับซ้อนของความฝันกับความจริงสุดๆ
พอมาดูตัวเองตอนนี้ที่ปวดที่เข่ามากๆ
แล้วมองดูตัวเองแต่ก่อนตอนเป็นนักกีฬาวิ่งที่แข็งแรงมากมาย
มันทำให้รู้สึกเลยว่า นี้คือความฝันหรือเปล่า
นี่เป็นสิ่งที่ เราต้องยอมรับความจริง
รู้สึกเอาเองว่าเข้าใจ เศษเสี้ยว ความรู้สึกของคนขาขาด แขนขาดแล้ว
คิดปลอบใจตัวเองว่า อย่างน้อยการปวดเข่านี้ ก็เป็นประสบการณ์การใช้ชีวิตพิเศษ ที่มีแต่เราที่ได้เจอ
เป็นสิ่งพิเศษ ที่ชีวิตให้มันกับเรามา
รู้สึกนิดๆ ว่าช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้น แม้ความเจ็บจะยังเป็นจริงอยู่
ไม่แน่ใจว่า ถ้าเราปวดไปนานๆ แต่ก็คิดได้แบบนี้ไปนานๆ เหมือนกัน
เราจะเริ่มไม่รู้สึกว่า ความปวด มันลิงค์กับความทุกข์หรือเปล่านะ
ลึกๆ ก็อยากให้มันเป็นความฝันที่ตื่นมาแล้วหายปวดหน่ะแหล่ะที่จริง
มันทำให้เรานึกถึง เรื่องสมมติที่เราชอบนึกถึงบ่อยๆ เรื่องนึง (แรงบันดาลใจจากเรื่อง ลูป)
ถ้าเราสามารถ ทำการ digitize ตัวเอง เพื่อแลกกับความอมตะ แล้วเรายอมไหม
เรายอม
ที่จริง.. มันไม่มีเหตุผลที่จะไม่ทำเลยนี่นา
การต้องอยู่ในโลกจริง เราต้องดำเนินตามกฎของโลกจริง
ในความฝันของเรา เราเป็นคนตั้งกฎเอง (ซึ่งมีพื้นฐานมาจากโลกจริง) ในชั่วเวลาหนึ่งๆ
โลกสังเคราะห์ คือโลกที่เราสร้างกฎขึ้นมาเองได้
เราแอบอธิษฐานว่า ขอให้ได้อยู่ในโลกนั้น ที่อมตะ ก่อนเราตายเถอะนะ
เราไม่ได้ ไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง ถึงอยากอมตะ
เราชอบความเปลี่ยนแปลง ถึงอยากอยู่รับรู้เรื่องราว รื่นรมย์ของชีวิต ไปเรื่อยๆ …ตอนนี้ เรามีความสุขที่เรามีชีวิตมาก
จริงอยู่ ความตายอาจเปิดประตู พาเราไปสู่ดินแดนที่มีกฎแบบใหม่
แต่มันก็อาจสิ้นสุด เป็นความว่างเปล่า แบบใน death note ได้เหมือนกัน
และถ้าเป็นแบบนั้น มันน่าเสียดาย ความรู้ที่มี [...]
ใช้ชีวิตอย่างสบายใจ
Posted in Uncategorized, tagged ambition, laziness, life, thought on 25 December 2005 | Leave a Comment »
ขณะนี้ ขณะที่กำลังจะสอบมิดเทอมในเช้าวันรุ่งขึ้น
ผมเกิดความรู้สึกไม่อยากอ่านหนังสือและอยากนั่งฟังเพลงสบายใจ
พร้อมอยากอ่านนวนิยายขึ้นมาอย่างมาก โดยไม่รู้สาเหตุ
แต่ถ้าจะให้หาสาเหตุ ก็อาจจะเพราะว่า ผมไม่ต้องเอนทรานส์แล้ว
อาจจะเพราะผมขี้เกียจแข่งขัน ได้เท่าไหร่ก็แค่นั้น
มันเบื่อมากครับ ไม่มีไฟเอาเสียเลย
ความรู้สึกนี้ พาลทำให้รู้สึก ขี้เกียจทำอะไรทุกอย่างในชีวิต
อยากอยู่สบายๆไปวันๆ ไม่ต้องแล้ว กับการเขียนโปรแกรมเพื่อซ้อมสำหรับการเข้าค่าย สสวท.
การไม่ประสบความสำเร็จ การได้อยู่สบายๆ
ผมเถียงตัวเองไม่ได้ครับว่า มันผิด
เมื่อคิดแบบมีเหตุผลและไตร่ตรองดู ผมรู้ดีว่า การใช้ชีวิตที่ดีที่สุด ก็คือการหาจุดสมดุลระหว่าง ความสำเร็จและความสบายใจที่พอดีที่สุด
และความรู้สึกของผมขณะนี้ ก็ให้คำตอบมาทันที
ผมไม่ได้ต้องการความสำเร็จเสียเท่าไหร่เลยครับ
ตราบที่ผมเองยังพอมีคุณค่าอยู่
ก็พอ
อ่านหนังสือ
Posted in Uncategorized, tagged reading, thought on 10 December 2005 | Leave a Comment »
ไม่ได้ up blog นาน
ที่จริงมีหลายเรื่องที่อยากเขียน แต่รู้สึกไม่มีแรง
ช่วงนี้อ่านหนังสือเยอะมาก เพื่อเป็นข้อมูลหลายๆอย่าง
จะบอกให้ อ่านหนังสือหน่ะ ดีนะ
แม้ความรู้ ความคิด ความรู้สึก จากการอ่านหนังสือจะไม่มีวันลึกซึ้งเท่ากับการทดลองทำจริง
แต่มันก็ช่วยย่อเวลาไปได้มาก ก็เหมือนกับการศึกษาในทุกๆสมัย — เป็นการต่อยอด
กำลังคิดจะเขียนอะไรจริงจังเกี่ยวกับ “สิ่งที่ไม่เคยบอก”
ไม่รู้จะมีแรงและเวลาพอไหม
ขออวยพรให้ตัวเองโชคดี
ปล. ที่จริงก็คงถือว่าอ่านไม่มากหรอกนะถ้าเทียบกับบางคน ตั้งแต่เปิดเทอมมานี้อ่านไป 10 เล่ม รู้สึกได้แนวคิดอะไรหลายๆอย่างที่ชัดเจนขึ้น
วันหลังวันแรก… ของปีสุดท้าย
Posted in Uncategorized, tagged Satit Keset, thought on 31 May 2005 | Leave a Comment »
อีกไม่กี่นาที ก็จะขึ้นต้นวันที่ 3 ของช่วงเวลาเปิดเทอม
ทุกๆอย่างในทุกๆปีก็ให้ความรู้สึกที่เหมือนๆเดิม เพียงแต่ทุกๆวันที่เรียนนั้นก็รู้ว่า ปีถัดไป จะไม่มีการมานั่งเรียนแบบนี้ที่ให้ความรู้สึกเหมือนๆเดิมในที่เดิมๆที่นี้แล้ว
วันนี้ไฟดับหลังฝ่าฝนกลับบ้านมาได้ไม่นานและเตรียมจะกินข้าว จึงได้กินดินเนอร์ใต้แสงเทียน หลังจากนั้นก็นอนเล่น เพราะหงุดหงิดที่ทำอะไรไม่ได้เลย
แต่บางทีเราก็อยากให้ไฟดับเหมือนกัน… ชั่วเวลาที่ไม่เพียงตัดขาดจากสิ่งที่เราเห็นด้วยตา ยังตัดขาดจากภาระหน้าที่ที่แบกไว้ด้วยชื่อ เพราะเราทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากนอนเล่น เพราะเราก็เหนื่อยนิดหน่อยหน่ะ
ไอ้ชีวิตที่เฝ้าบอกตัวเองว่าน่าจะใช้ให้คุ้มค่า ที่แท้แล้วมันเป็นแบบที่เราเป็นจริงหรือ
ปล. อยู่ ม.6 ไม่ต้องออกกำลังกาย แค่ขึ้นลงตึกก็เพียงพอ
[[Musical Mind]] : ความทรงจำ : แอม เสาวลักษณ์
การคัดเลือก
Posted in Uncategorized, tagged plug-in msn, selection, thought on 13 May 2005 | Leave a Comment »
ผมสะสมเพลงมากมายหลายพันเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ แต่เอาเข้าจริงๆก็ยังมีเพลงที่ค้างเอาไว้ไม่เคยเปิดฟัง
เว็บไซต์ในอินเตอร์เน็ตมีนับไม่ถ้วน ก็ยังพอนับได้ว่ามีที่เข้าอยู่ประจำกี่เว็บ
หนังสือที่ดี ที่น่าอ่านนั้นมีมากเกินกว่าจะใช้เวลาทั้งชีวิตอ่านได้ทั้งหมด
สารในโลกนี้นั้นมีมากเกินกว่าความสามารถของมนุษย์จะรับมันไว้
เรา…อย่างมาก ก็ได้แค่เลือกที่จะรับมันไว้เพียงบางส่วน
ผมเคยใช้โปรแกรม plug-in ของ msn plus! ตัวหนึ่งซึ่งตอนแรกเห็นนั้นก็ทึ่งในความสามารถของมันที่หลากหลาย คนที่ใช้โปรแกรมนี้จะสามารถรู้ได้ว่าใครเปิดหน้าจอเราเพื่อจะมาคุยกับเรา ใครปิดหน้าจอที่คุยกันอยู่ และความสามารถพิเศษอื่นๆเต็มไปหมด
ก่อนจะเริ่มใช้ เอ่ะใจคิดอยู่เหมือนกันว่า ไอ้ความสามารถที่จะรู้ได้ว่าใครปิดหน้าจอของเราระหว่างที่คุยกันอยู่นั้น จะมากวนใจเสียความรู้สึกไปเปล่าๆ หรือไม่ แต่อีกความคิดก็สวนกลับไปว่า รู้ย่อมดีกว่าไม่รู้ ขอเพียงตัวเรารับได้ก็พอ พยายามรับรู้ด้วยสติสัมปชัญญะและไม่เก็บมาเป็นอารมณ์… เท่านี้ก็จบ ด้วยดี
ผมทำไม่ได้
เวลาที่เรารู้ว่าคนที่เราด้วยอยู่ด้วยนั้น ปิดหน้าจอเราไปเสมอๆ เวลาที่เราพยายามจะไม่รู้สึกอะไร เวลานั้นสมองก็เก็บไปคิดแล้ว
…
ผมลบโปรแกรมนั้นทิ้งไปนานแล้ว
เรื่องบางอย่างเราไม่จำเป็นต้องใส่ใจที่จะไปรับรู้การมีอยู่ของมัน
เรื่องที่ไม่เป็นความจริง เรื่องที่ทำให้เสียความรู้สึกเปล่าๆ เรื่องที่ไม่ได้ก่อประโยชน์กับใคร… 3 อย่างนี้เราอาจทำเป็นมองผ่านมันไป
ก็เหมือนกับเพลง… ยังมีเพลงเพราะรอให้เราฟังอยู่อีกมากมาย
