Feeds:
Posts
Comments

อะไรอยู่ในใจ    ฉันหาไม่รู้ตัวเอง
ครวญคิดจิตครื้นเครง    เพียรกระจ่างซึ่งสิ่งสรรพ์

คืนวันฉันค้นหา    เว้นเพียงว่าที่ใจฉัน
อาจบางทีคืนวัน    จะกร่อนฉันจนกลวงเปล่า

มองโลกด้วยตอนนี้    รู้สึกดีคล้ายดวงดาว
กลับยามอารมณ์เร้า    จนคล้ายเห็นเพียงฟ้าดำ

มองใจที่โอนเอน    ควรทำเช่นใดโอ้กรรม
เพื่อรู้ทันใจทำ    เพื่อกระจ่างซึ่งตัวเอง

หวาน

งามใจเธอมอบฉันมี
อิ่มเอมฤดีฟ้าใส
รู้จักซึ้งซึ่งห่วงใย
หนุนใจของเธอทุกคืน

ความสะใจอย่างหนึ่งของกวี
นั้นก็คือการเขียน
อักขระพิษที่ทำร้ายวิญญาณของทุกคน

ไม่เชื่อ
อย่าลบหลู่
นะจ๊ะนักเรียน

กางเกงขาสั้น
หนักหัวใคร!
โปรดตอบ

ดีไซเนอร์
ผู้ออกแบบเสื้อผ้าอันทรมานผู้ใส่
ขอให้คุณตกนรก

จะรอพระเอกไปทำไม
ในเมื่อคุณเป็นนางร้าย
ฮา

ตัดสินใจอ่าน “ปืน เชื้อโรค และเหล็กกล้า กับชะตากรรม ของสังคมมนุษย์” แค่บางบทที่อยากอ่าน(ทิ้งไว้นานมากเป็นปีๆ)  แต่กระนั้นก็ยังได้ประโยชน์มากมายทีเดียวโดยเฉพาะบทส่งท้าย ขอสรุปใจความสำคัญแบบด่วน ไม่พูดมากละกันนะครับ

หนังสือเล่มนี้พยายามศึกษาหา สาเหตุที่ทำให้มนุษย์ในแต่ละทวีปแต่และท้องที่ มีพัฒนาการของอารยธรรมที่แตกต่างกัน เช่น ทำไมชาวกรีกพัฒนาเร็วกว่าปิ๊กมี่หรือทำไมจีนที่พัฒนาก่อนหน้านั้นจึงชะลอลง คำถามที่น่าสนใจต่างๆ เต็มไปหมด   ที่สำคัญก็คือข้อเสนอต่างๆ พยายามศึกษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ด้วยการตรวจทานทฤษฎีจากเหตุการณ์ทั่วโลกในเวลาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

จาเร็ต ไดมอนด์ ผู้เขียนเสนอว่าเหตุผลนั้นไม่เกี่ยวกับความแตกต่างของชาติพันธ์เลย(คือถ้าเอาคนยุโรปไปอยู่ออสเตรเลียตั้งแต่แรกสุดก็จะมีวิถีชีวิตแบบชาวอะบอริจิ้นที่เก็บของป่าล่าสัตว์) แต่ขึ้นกับ 4 เหตุผลหลักนี้

  • ท้องที่ที่มีชนิดของ สัตว์หรือพืชที่สามารถนำไปเก็บสะสมเป็นเสบียงส่วนเกินได้ จะพัฒนาก่อน  มิฉะนั้นก็ย่อมไม่สามารถสะสมอาหารต้องเก็บของป่าไปทุกวัน
  • ท้องที่ที่อยู่ในทวีปที่ แนวเทือกเขาสูงวางตัวแบบตะวันออกไปตก จะพัฒนาก่อนแนวเหนือไปใต้  เพราะภูเขาที่ขวางกั้นจะเป็นตัวกำหนดเส้นทางแนวการเดินทางและการเคลือนย้ายเทคโนโลยี  ถ้าภูเขาเป็นแนวเหนือใต้ การขนส่งเทคโนโลยีของ 2 ท้องที่จะมีลักษณะภูมิอากาศที่ต่างกัน(เขตโซนอากาศที่แบ่งตามละติจูดต่างกัน) จึงถ่ายทอดเทคโนโลยีไม่ได้เร็วเท่า แนวออกตกที่ทำให้การสื่อสาร “ภายใน” รวดเร็วกว่า (เช่น ยูเรเชีย)
  • ท้องที่มีแผ่นดินติดกับที่ๆ เจริญ จะทำให้สื่อสารไปถึง ท้องที่ “ภายนอก” ตัวเองได้เร็วกว่า
  • ท้องที่ที่ใหญ่และมีคนมากกว่า จะมีโอกาสเกิดนวัตกรรมขึ้นถี่กว่า และถ่ายทอดกันได้ scale ใหญ่กว่า

ลักษณะพัฒนาการนั้นเป็นลักษณะที่

  • คนเฉพาะกลุ่มบางกลุ่มนั้นอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เกิดความจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีนี้บางอย่างมากๆ คนในกลุ่มจะหาทางออกได้เองเกิดเป็นนวัตกรรมในกลุ่ม เช่น เอสกิโมที่คิดอิกลู  หรือ กลุ่มคนที่เริ่มมีชนชั้นจึงจะภาษาเขียนก่อนใคร
  • แต่ละกลุ่มคิดได้น้อยอย่าง
  • พึ่งพาการถ่ายทอดเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก ทำให้กลุ่มที่สื่อสารกับกลุ่มอื่นมากจะพัฒนาเร็วมาก  ยิ่งโดดเดี่ยวยิ่งช้า
  • การถ่ายทอดเทคโนโลยี มี 2 ลักษณะ 1. อาศัยการไปพบเห็น ทำให้เกิดความรู้สึกว่า มีสิ่งนี้อยู่และสามารถทำได้ จึงนำกลับไปคิดขึ้นในรูปแบบของตัวเอง ได้โดยไม่ต้องอาศัยความพยายามทำกลุ่มที่คิดก่อน (เช่้น ภาษาเกาหลีที่เห็นภาษาจีน)  2. คัดลอกเทคโนโลยีมา   (รูปแบบแรกมักจะได้วิทยาการใหม่ๆอีก)

ที่เขียนข้างต้นเป็นเหตุผลที่ทำให้ดินแดนตรงเมโสกับจีนนั้นพัฒนาไปสุดยอดในยุคหนึ่ง แต่ต่อมากลับช้ากว่ายุโรป(ซึ่งก่อนหน้ากรีกโรมัน ไม่เคยพัฒนาถึงขึ้นคิดอะไรเองเลย รับความรู้คนอื่นตลอด) เพราะอะไร ?

  • ความเปราะบางทางสภาพแวดล้อมของดินแดนเมโส กว่าทั้งจีนและยุโรป  การเดิมที่มีป่าปุ่มชื่น การพัฒนาที่เร็วกินทรัพยากรไปมาก ทำให้สภาพแวดล้อมห่วยถึงขีดสุดกลายเป็นทะเลทราย(ที่อื่นก็ใช้ทรัพยากรแต่ไม่เปราะบาง เลยไม่เป้นอะไร ต้นไม้ขึ้นใหม่ทัน)
  • ความเป็นเอกภาพเกินไปของจีน  จากเดิมที่ยิ่งสื่อสารกันง่ายยิ่งดีกลายเป็นว่าหลังจีนเป็นเอกภาพ ทำให้ “การตัดสินใจรวมศูนย์” มีการตัดสินใจยุตินวัตกรรมต่างๆ ได้เด็ดขาดได้ง่าย  (เช่น การเดินเรือ[ก่อนหน้าเป็นกองเรือที่ก้าวหน้าที่สุด]  เครื่องปั่นฝ้ายพลังน้ำ[ที่อาจทำให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม]  นาฬิกาไขลาน)
  • ในขณะที่ยุโรปนั้นแตกกลุ่มประเทศไม่เคยน้อยกว่า 25 ประเทศ (เพราะพื้นที่ที่เป็นภูเขาเดินทางไม่สะดวกนัก ทำให้มีจัดตั้งกลุ่มปกครองตัวเองได้ง่าย) ทำให้โครงการต่างๆ ที่ถูกปฏิเสธจากใครคนหนึ่งสามารถไปเกิดขึ้นกับอีกกลุ่มได้ (เช่นโคลัมบัส ที่โครงการเดินเรือนี้ โดนปฏิเสธให้ทุนไป 2 ประเทศ ก่อนหน้าที่สเปนจะโอเคด้วย) และเมื่อกลุ่มอื่นเห็นกลุ่มไหนทำได้ดี ก็จะรีบตามทันที ทำให้นวัตกรรมเกิดขึ้นด้วยความถี่มากขึ้นเป็นเท่าๆ เกือบตามจำนวนกลุ่ม

จะเห็นได้ว่า การสือสารที่อำนาจถูกกระจายเนี่ย เป็นสิ่งที่สำคัญต่อความเร็วของการพัฒนามาก
จะเห็นได้ว่า อินเตอร์เน็ตมันคือสิ่งนั้นนี้หว่า!

ในความรู้สึกผมนั้น ผมรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ ว่ากลุ่มคนทีเล่นอินเตอร์เน็ต โดยคอยรับข้อมูลการพัฒนาใหม่ๆ มีการอภิปรายวิจารณ์ระบบต่างๆ เสนอความเห็นต่างๆ กำลังกลายเป็นกลุ่มคนที่พัฒนาความคิดตัวเองได้เร็วที่สุดในโลก

ปล. ที่จริงเรื่องในบทส่งท้าย ผู้เขียนได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการศึกษา ประวัติศาสตร์ในฐานะของ “ศาสตร์”(science) ไว้อย่างน่าสนใจมากๆ (ถ้ามีแรงจะมาเขียนครับ)

ปล2. มี blog ภาษาไทยเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ที่ ดี ดี มาฝากด้วยละกันครับ

อยากเดินทาง
ผ่านสังคม
ผ่านผู้คน
ผ่านหัวใจ
อยากรับรู้
สิ่งที่จริง
สิ่งที่เป็น
สิ่งที่เห็น
อาจไม่ใช่
ห้องของฉัน
มันคับแคบ
มันแปลกแยก
มันเหลวไหล
ฉันใคร่ครวญ
ฉันคำนวณ
ฉันเฝ้าคิด
เพียงคาดเดา
อยากเดินทาง
เพื่อสังคม
เพื่อผู้คน
เพื่อหัวใจ

รู้สึกโลกที่รับรู้วันๆ ก็อ่านเอาแต่จาก internet ฟังเขามาอีกทีตลอด
ถ้าคิดอยากจะทำอะไรที่ตอบโจทย์สังคม ก็คงต้องรู้จักสังคมจริงๆ ก่อนอะนะ

มืดมน

นาฬิกาได้จมลงสู่ความทุกข์ตรม
คนทุกคนที่เจอจบจากความสดใส
จะเหลืออีกไหมที่เคยวาดวัน
ที่วันเหล่านั้น เป็นแห่งหวังและความเข้าใจ
มีดาวสดใสของดวงใจโอบใจกัน

มวลของความมืดมนทำเราไม่เห็นใคร
ความหมายจึงละลายออกห่างจากความคิด
เรามีชีวิตเพื่อคนอื่น ใย
กลับมาทำร้ายความฝันสุดท้ายของเราด้วยกัน
หมดลงแล้วความหวัง….

ด้วยความรักที่ทำให้เรา
ทุ่มเทพลังเพื่อวันต่อไป
หากอีกคนก็มีดวงใจเช่นกัน
มองไม่เห็นเส้นทางที่พา
ให้เราเลิกลาจากกันและเข้าใจ
ทำเพียงได้แค่ลืมมันผ่านไป
จดเอาไว้เป็นเพลงเพลงหนึ่ง

มองเรื่องจริงที่เจอต้องจบลงซักวัน
มองย้อนมาก็คงดูมันหมดความหมาย
เป็นเพียงเรื่องราวที่เราสับสน
ไม่มีเหตุผลทุกคนต่างล้นด้วยความแค้นเคือง
และนี้คือเรื่องราวอันเศร้าใจ

เพลง มืดมน บน imeem

กลับมาฟังแล้วเพลงดูเห่ยนิดหน่อย ที่จริงถ้ามีดนตรีผมว่าน่าจะเพราะใช้ได้นะครับ อิอิ

พอมีเรื่องแบบนี้ มันทำให้ผมรู้สึกแย่อย่างจริงจังทีเดียว แต่การแต่งเพลงออกมานั้นช่วยปลดปล่อยความรู้สึกเศร้าให้ออกมาไ้ด้ แล้วทำให้เรารู้สึกใช้ชีวิตปกติได้อีกครั้ง ดีจังนะครับ :)

การ “เป็นคนอื่น” ก็เหมือนกับการรอคอย เราจะรู้สึกว่าตัวเองกำลัง “รอ” อยู่ ก็เมื่อเวลาที่เรา “คิด” ว่าเรากำลังรออยู่เท่านั้นเอง ห้วงเวลาของความรู้สึกนั้นเป็นเวลาที่อึดอัดคล้ายถูกบีบอัดด้วยแรงดันสูงจนหัวใจใกล้แหลกเหลว ในขณะที่ตัวเองก็ลอยเคว้งอยู่ในสูญญากาศคล้ายร่างกายจะถูกฉีกออกจากกัน การรอที่แท้จริงเป็นเช่นนั้น

เมื่อใครบางคนบอกกับใครอีกคนว่ารอมาทั้งคืน แต่ตลอดช่วงเย็นนั้นกลับนั่งอ่านนวนิยายเล่มหนึ่งฆ่าเวลา หรือเมื่อใครบางคนบอกกับใครอีกคนว่าจะรอตลอดไป รอด้วยระยะเวลาเป็นปีๆ และช่วงเวลาที่ใครคนนั้นจากไป ผู้พูดก็กลับไปใช้ชีวิตอย่างที่ผ่านมา …นั้นไม่ใช่ความหมายของคำว่า รอ ในที่นี้

แม้การเป็นคนอื่นและการรอจะมีลักษณะร่วมกันคือการเกิดโลกสูญญากาศ แต่ยังมีสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงและเป็นสิ่งที่ทำให้ผมสบายใจเมื่อเป็น “คนอื่น” มากกว่า

นั้นคือ โดยความหมายของคำ การรอย่อมมีอะไรบางอย่างที่ถูกรอ การรอเป็นสูญญากาศที่เราต้องการจะจากมันออกไปถึงปลายทาง แต่จำเป็นหรือ เมื่อคนเราถูกทำให้กลายเป็นคนอื่นแล้วจะต้องตะเกียกตะกายกลับมา การเป็นคนอื่นอาจเป็นความเศร้าใจ แต่ในความเศร้าใจมีความพึงใจสำหรับใครบางคนที่จะอยู่ภายใต้สภาวะเช่นนั้นเรื่อยไป

และ ณ เวลานี้ ผมมีความพึงใจที่จะกล่าวให้ผู้อ่านได้รับรู้ว่า สิ่งที่ผู้อ่านเพิ่งอ่านผ่านไปนั้นเป็นตัวอักษรอันเบาหวิวไร้สาระและเป็นการเสียเวลายิ่งที่อ่านไปแล้ว แม้บางความคิดจะบอกผ่านหูผมไว้ว่าไม่มีสิ่งใดในโลกที่ไร้สาระหรือมีสาระ เราคงไม่นำความคิดอันเปี่ยมสาระนี้มาอภิปรายกัน เพราะนั้นยังเป็นเรื่องเบาหวิวไร้สาระเช่นกันเมื่อเปรียบเทียบกันข้อเขียนที่ผมกำลังจะเขียนถัดไปในสักวันหนึ่ง

รำคาญงานรำคาญวันรำคาญตัวเอง
ทำไมใจจึงโหวงเหวงจึงหวาดไหว
โลกทั้งโลกให้เป็นเรื่องของโลกไป
ใครใส่ใจเรื่องของใครกันเอง

อยากจะหยุดหยุดงานหยุดความคิด
อยากนั่งอ่านพระธรรมสักนิดคงเท่เจ๋ง
ให้ดวงจิตมีพลังพร้อมบรรเลง
ให้ครื้นเครงแม้กับสิ่งที่รำคาญ

วันหนึ่งวันคงมีคนแสนแสนคน
นั่งดิ้นรนดิ้นชีวิตสนุกสนาน
ยิ่งคิดใจยิ่งรำคาญ
เซ็งเป็ดเซ็งห่านไม่เข้าใจตัวเอง

นานๆ ทีจะแต่งเรื่องแต่งแล้วคิดลมแบบนี้

คนๆ หนึ่งจะเป็นคนอย่างไร ไม่เกี่ยวข้องกับว่าเขาคนนั้นคิดว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร  แต่เกี่ยวกับเรื่องที่ว่าคนๆ นั้นทำให้คนอื่นรับรู้เขาในรูปแบบใด

ความจริงที่ว่านี้ทำให้ผมบอกตัวเองได้ว่า ผมรู้เพียงว่าผมเป็นคน แต่ผมไม่รู้ว่าผมเป็นคนอย่างไร

ผู้อ่านอาจอนุมานจากสิ่งที่เขียนไปข้างต้นว่า สาเหตุที่ทำให้ผมไม่รู้ว่าผมเป็นคนอย่างไรเป็นเพราะว่าผมไม่เคยตัดสินใจถามไถ่ผู้คนว่าเขาหรือเธอรู้สึกอย่างไรต่อตัวผมบ้าง นั้นเป็นเรื่องแปลกและอาจทำให้ผู้อ่านคิดว่าผมเป็นคนแปลก

ด้วยความน้อยใจ ความหม่นมัวของความรู้สึกและความจริงใจ ผมอยากจะป่าวประกาศให้ได้รู้โดยทั่วกันพร้อมกับกำหนดนิยามของตัวเองและคำตอบของคำถามที่ว่าผมเป็นคนอย่างไรไปพร้อมๆ กันว่า ความจริงก็คือไม่มีคนในโลกนี้ที่มองเห็นผมเป็นอะไรมากไปกว่า “คน” จริงๆ

“คน” ในความหมายที่ทำให้เรานึกถึงฝูงชนที่เดินอยู่ริมถนนในเมืองใหญ่

“คน” ในความหมายที่ของระดับความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่เพื่อน หรือผู้ที่สมควรแก่การนับถือ หรือผู้ที่ประพฤติปฏิบัติดี

“คน” ในความหมายถึง คนอื่น

เมื่อเขียนมาถึงบรรทัดนี้แม้ตัวเองก็ยังอดยิ้มไม่ได้ที่ได้นิยามของตัวเองมาด้วยตัวเอง

…ผมคือคนอื่น ยินดีที่ได้รู้จัก

อย่างไรก็ตาม ผมรู้สึกยินดียิ่งที่จะได้ต้อนรับผู้อ่านเข้าสู่เหตุการณ์อันลักลั่นย้อนแย้งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้

สิ่งที่ผมกำลังจะทำคือการถ่ายทอดความรู้สึกที่ผมมีต่อเหตุการณ์ต่างๆ อันอาจทำให้ผู้อ่านบางท่านรู้สึกหดหู่ (เพราะผู้คิดแม้นึกถึงก็ยังรู้สึกหดหู่) แต่มีความรื่นรมย์เอนกายรอให้เดินเข้ามาหาอยู่ในนั้น ผู้อ่านจะได้รู้จักกับผมมากขึ้นๆ ผ่านข้อเขียนนี้

โดยทั่วไปของคนเราหลังจากได้ทำความรู้จักกัน ก็จะค่อยๆ กลายเป็นคนรู้จัก ได้นิยามแต่ละฝ่ายผ่านข้อมูลที่ได้รับและพื้นฐานความเข้าใจของตัวเอง จดจำกันอัตลักษณ์ของกัน และความเป็น”คนอื่น” ก็จะสลายไป

เมื่อคิดได้เช่นนี้ก็ทำให้ผมอดหดหู่มิได้ ด้วยเนื่องการที่ผมเป็น”คนอื่น” ผู้ซึ่งแม้จะพูดสิ่งใดออกไปก็ย่อมไม่มีวินาทีหนึ่งที่จะทำให้ใครหนึ่งสนหันมาสนใจหรือแม้หันมอง  สิ่งนี้อาจเป็นอัตลักษณ์อย่างเดียวที่ผมครอบครองอยู่  แต่เหตุการณ์ที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นภายหลังจากผู้อ่านอ่านสิ่งที่ผมเขียนจบลง เราจะกลายเป็นคนรู้จักกัน แต่ความเป็นจริงของผมนั้นคือผมเป็น”คนอื่น”  และนั่นหมายความว่า หลังจากผมที่แนะนำตัวเองให้ผู้อ่านได้รู้จักผมซึ่งเป็น”คนอื่น” เราจะได้”รู้จัก”กัน ซึ่งนั้นจะทำให้ผมไม่ใช่”คนอื่น” อีกต่อไป!

ผู้อ่านผู้หวังดีบางท่านเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะคิดว่าเป็นการสมควรที่จะหยุดอ่านเสียตั้งแต่ตอนนี้ก่อนที่เราจะกลายเป็นคน”รู้จักกัน” ขอให้ท่านอย่าเพิ่งทำเช่นนั้น

มิติเวลาของผมกับผู้อ่านนั้นไม่เท่ากัน

ในโลก 2 มิติของการอ่านหนังสืออันประกอบไปด้วย เส้นแนวดิ่งของข้อความซึ่งถ่ายทอดจากผมไปสู่ผู้อ่าน กับเส้นแนวราบของระยะเวลาที่ใช้อ่านหรือใช้เขียนนั้น  ผมสามารถอธิบายให้ผู้อ่านเห็นภาพความแตกต่างของโลกของเราได้ผ่านการพล็อตกราฟเป็นรูปลูกคลื่น (ผู้อ่านอาจข้ามเนื้อหาช่วงนี้ไป โดยเริ่มอาจจะย่อหน้าที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “เมื่อครู่”  แม้จะถือได้ว่าสิ่งที่ผมอธิบายก็ส่วนหนึ่งในตัวตนของผมและสามารถอ่านเพื่อทำความรู้จักกัน แต่ก็ถือว่ามีนัยสำคัญน้อยเพราะนี้เป็นเรื่องของวิธีการมองโลกมากกว่า)

ถ้าสมมติให้ข้อความที่ผู้อ่านอ่านอยู่นี้สามารถแทนที่ด้วยลูกคลื่นขึ้นลงรูปคลื่น Sine ที่ค่อยๆ ไหลจากทางขวาเคลื่อนผ่านแกนตั้งไปทางซ้ายด้วยความเร็วคงที่เสมอ  และข้อมูลที่ได้รับเข้าสมองในขณะหนึ่งๆ คือระดับที่คลื่นตัดกับแกนดิ่งซึ่งจะได้รับในลักษณะขึ้นลงๆ ไปเรื่อยๆ

อธิบายให้เห็นภาพขึ้นได้ว่าสำหรับผู้ที่อ่านเร็ว สิ่งที่สมองได้พบย่อมเป็นการขึ้นลงที่ถี่เร็ว แต่ด้วยความที่คลื่นจะต้องเคลื่อนที่จากขวาไปซ้ายด้วยความเร็วคงที่เสมอ นั้นแสดงว่ามิติเวลาในแกนราบจะต้องบีบอัดทำให้กราฟ Sine นี้กลายเป็นคลื่นที่มีรูปร่างหยักแคบลง  ในทางกลับกันสำหรับผู้อ่านช้ามิติเวลาของโลกการอ่านหนังสือก็จะขยายกว้าง

แต่โลกของผมมีมิติเวลาที่ต่างไปโดยสิ้นเชิง คลื่น Sine ที่ผู้อ่านเห็นในความจริงแล้วไม่ใช้รูป Sine ได้อย่างใด เพราะบางครั้งระหว่างที่กำลังเขียนอยู่ ก็จะมีเหตุการณ์ขัดจังหวะที่ทำให้เวลาในโลกหนังสือหยุดนิ่ง(และทำให้กราฟในช่วงนั้นเป็นเส้นตรงคงระดับไว้ ขณะหนึ่ง) เช่น การไปเข้าห้องน้ำ เป็นต้น

เมื่อครู่ก่อนเวลาจะพาไปถึงย่อหน้า “…” ความจริงที่เกิดขึ้นในโลกของผมคือ ผมได้ “หยุดเวลา” และนั่งตรึกตรอง เพราะฉุกใจคิดได้ว่า ความลักลั่นย้อนแย้งที่ผมกล่าวถึงนั้นเป็นความเข้าใจผิด

ทุกๆ ชั่วขณะที่ผู้อ่านได้อ่านข้อความแต่ละบรรทัดจนมาถึงบรรทัดนี้ ผมพบว่าผมจะได้กลายเป็นคนรู้จักของผู้อ่านจริงอยู่ แต่นั้นมิได้ขัดแย้งต่อความจริงที่ว่าผมเป็น “คนอื่น” แต่อย่างใด  เพราะผมเป็น”คนอื่น” เพียงแค่ชั่วขณะที่ผมตัดสินใจที่จะนิยามตัวเองเช่นนั้นเท่านั้น มันเป็นความเป็นจริงของผมบนเส้นเวลาตำแหน่งนั้นเท่านั้น แต่ผมกว้างใหญ่กว่านั้น ผมยังเป็นผมทุกขณะ คนเราทุกคนมีตัวตนใหม่ทุกขณะ เพียงแต่เราจะส่งข้อมูลตัวตนของเราไปถึงใครในขณะใดบ้าง ตลอดเวลาที่ผ่านมาอาจเรียกได้ว่าข้อมูลของตัวตนของผมส่งไปไม่ถึงผู้ใด  แต่เวลาของรุ่งอรุณเริ่มขึ้นแล้ว ความหม่นมัวที่ผมเข้าใจว่าจะต้องมีต่อไปทุกขณะที่เขียนอยู่จะถูกแสงสว่างสาดหายไป

กระนั้น ผมยังยินดีที่ผมจะได้เป็น “คนอื่น” ของผู้อ่านผู้ที่ตัดสินใจจะได้ “รู้จักกับคนอื่น” อย่างเป็นทางการด้วยการหยุดรับข้อมูลของตัวตนของผมก่อนที่เป็นคนเป็นคนรู้จักไว้เพียงเท่านี้ ผมขอลาก่อน

ส่วนผู้อ่านที่ตัดสินใจเดินทางร่วมกันบนโลก 2 มิติใบนี้ต่อไปเพื่อจะพบว่าในวันนั้น ผมไม่ใช่ผม ณ ขณะนี้  ไม่ใช่ระดับของลูกคลื่น ณ ขณะนี้ แต่เป็นคลื่นต่อเนื่องหนึ่งสมการ ผมขอฝากตัว

ของขวัญ

โอ้ความรัก  หากเจ้ามีตัวตนก็คงเป็นดั่งเธอนั้น
คือความฝันที่แสนงดงาม
คือความหวานที่แสนอบอุ่น
คือความสุขที่โลกได้หมุนให้เจอ

เธอรู้ไหม ใจที่รักและมีแต่รักมันเป็นอย่างไร
แต่ฉันรู้ว่าเธอรู้ดี
เพราะเธอนี้ นั้นไง
ที่มอบใจสุกสดใสให้มา

จากวันนั้น เธอเปรียบดังของขวัญอันยิ่งใหญ่
อยากจะขอเคียงคู่อยู่ให้นานนานได้ไหม
ให้ได้จูงมือกันเรื่อยไป มองรอยยิ้มที่แสนสดใส
และบอกรัก บอกรัก ว่ารัก ว่ารักเธออยู่  ว่ารักเธอ รักเธอ

« Newer Posts - Older Posts »